User Experience Research

User Experience Research เลือกอย่างไรให้ตรงกับเป้าหมายธุรกิจ

วิธีการทำ User Experience Research เหมาะกับจุดประสงค์แบบไหนและควรใช้เมื่อไหร่ผ่านแผนภาพมุมมอง 3 มิติ

แม้ว่าในยุคปัจจุบันวิธีการทำ User Experience Research สามารถตอบคำถามได้ทั้งในมุมมองเชิงกว้างและลึก ก็มักจะมีคำถามตามมาอยู่บ่อยครั้งว่าจะรู้ได้อย่างไรว่าควรใช้วิธีการ Research แบบไหนและเมื่อไหร่ เพื่อตอบโจทย์ หรือเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ ในบทความนี้เราจะทำให้ผู้อ่านได้เข้าใจ และเห็นภาพชัดเจนมากยิ่งขึ้นว่าในแต่ละวิธีการทำ User Experience Research เหมาะกับจุดประสงค์แบบไหนและควรใช้เมื่อไหร่ผ่านแผนภาพมุมมอง 3 มิติด้านล่างนี้

User Experience Research

มิติที่ 1: ทัศนคติ VS พฤติกรรม (Attitudinal VS Behavioral)

ความแตกต่างทั้งสองอย่างนี้สามารถสรุปได้โดยการเปรียบเทียบระหว่าง “สิ่งที่ผู้คนพูด” กับ “สิ่งที่ผู้คนทำ” จุดประสงค์ของการวิจัยเกี่ยวกับทัศนคติมักจะทำขึ้นมาเพื่อทำความเข้าใจ หรือวัดความเชื่อที่ผู้คนกล่าวต่อกันมา แต่ข้อมูลก็มักจะถูกจำกัดโดยสิ่งที่ผู้คนรับรู้ในขณะนั้น และความเต็มใจที่จะรายงาน

แม้ว่าโดยส่วนมากงานวิจัยการใช้งานผลิตภัณฑ์ควรจะเน้นไปทางพฤติกรรม แต่วิธีการที่เน้นไปในทางทัศนคติส่วนบุคคลก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะข้อมูลเชิงทัศนคติมีประโยชน์กับนักออกแบบเป็นอย่างมาก ตัวอย่างเช่น การทำ Survey จะทำหน้าที่วัดและจัดหมวดหมู่ทัศนคติของผู้ใช้งาน ซึ่งสามารถช่วยติดตามหรือค้นหาจุดสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขที่อาจมองข้ามไป 

อีกด้านหนึ่งของมิตินี้ วิธีการที่เน้นไปที่พฤติกรรมเป็นส่วนใหญ่พยายามที่จะทำความเข้าใจ “สิ่งที่ผู้คนทำ” กับผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่กล่าวถึง ตัวอย่างเช่น การทำ A/B Testing เพื่อนำเสนอหน้าตาเว็บไซต์ในแบบที่มีการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบไปยังกลุ่มตัวอย่างผู้ใช้งานแบบสุ่ม เพื่อที่จะเห็นว่าตัวเลือกหน้าตาเว็บไซต์แบบไหนที่ผู้ใช้งานเลือกใช้มากกว่าด้วยภาพกระตุ้นทางสายตา

มิติที่ 2: เชิงคุณภาพ VS เชิงปริมาณ (Qualitative VS Quantitative)

ความแตกต่างของ 2 วิธีการในมิตินี้มีความสำคัญตรงที่หากเราเลือกการวิจัยเชิงคุณภาพ เราจะได้เห็นมุมมองที่กว้างขวาง และหลากหลายกว่าการวิจัยเชิงปริมาณ เนื่องจากงานวิจัยเชิงคุณภาพจะสร้างข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมหรือทัศนคติของผู้ใช้งานตามการสังเกตหรือได้ยินโดยตรง ในขณะที่ในการศึกษาเชิงปริมาณ ข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมหรือทัศนคติของผู้ใช้งานจะถูกรวบรวมทางอ้อมผ่านเครื่องมือการวิเคราะห์ เช่น Google Analytics 4

ในทางกลับกัน ประเภทของข้อมูลที่ถูกรวบรวมในเชิงปริมาณจะถูกกำหนดเอาไว้ล่วงหน้า ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลาการเข้าชมเว็บไซต์ การคลิกองค์ประกอบ User Interface ที่กำหนด หรือการเลือกคำตอบสำหรับคำถามแบบปรนัย ข้อมูลเชิงลึกในวิธีการเชิงปริมาณก็จะได้มาจากการวิเคราะห์ทางคณิตศาสตร์ ประมวลผลออกมาเป็น กราฟ แผนภาพ หรือตัวเลข (วินาที, เปอร์เซ็นต์, จำนวนครั้ง) โดยที่เราจะไม่เห็นพฤติกรรมการตอบสนอง (อารมณ์, ทัศนคติ, สภาพแวดล้อม) จากผู้ใช้งานแบบเรียลไทม์

หากจุดประสงค์หลักของการทำวิจัยมีไว้เพื่อตอบคำถามเกี่ยวกับสาเหตุหรือวิธีแก้ไขปัญหา งานวิจัยเชิงคุณภาพเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า แต่หากจุดประสงค์หลักคือเพื่อตอบคำถามประเภท “How many” หรือ “How much” การทำงานวิจัยเชิงปริมาณจะตอบโจทย์กว่า

มิติที่ 3: บริบทในการใช้งาน (Context of Use)

ความแตกต่างในมิตินี้เกี่ยวข้องกับผู้เข้าร่วมงานวิจัยไม่ว่าจะใช้ผลิตภัณฑ์หรือบริการที่เป็นที่กล่าวถึงหรือไม่ก็ตาม โดยสามารถแบ่งออกเป็น 4 บริบทดังนี้ 

การใช้ผลิตภัณฑ์ตามธรรมชาติ (Natural use of product)

ในบริบทการใช้งานแบบตามธรรมชาติ เป้าหมายคือเพื่อให้เข้าใจพฤติกรรมหรือทัศนคติที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความตรงภายนอก (External Validity) มากขึ้น แต่ไม่สามารถควบคุมหัวข้อที่เราอยากจะรู้ได้ ตัวอย่างเช่น การทำ Eyetracking (กระบวนการเก็บข้อมูลการมองหน้าจอ) ซึ่งเปรียบเสมือนการมองผ่านสายตาของผู้ใช้งานเอง เพื่อหาสาเหตุว่าทำไมผู้ใช้งานเข้ามาบนหน้าเว็บไซต์แล้วออกไปเลยโดยไม่ทำอะไรต่อ

การใช้ผลิตภัณฑ์ตามสคริปต์ (Scripted use of product)

ในบริบทการใช้งานแบบตามสคริปต์ เป้าหมายคือเพื่อเน้นข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เฉพาะด้าน เช่น โฟลว์การใช้งานแอปพลิเคชันที่ออกแบบใหม่ ทั้งนี้ระดับของการเขียนสคริปต์จะขึ้นอยู่กับเป้าหมายของการศึกษา ตัวอย่างเช่น การทำ Usability Benchmarking (กระบวนการศึกษาการใช้งานเชิงเปรียบเทียบเพื่อพัฒนาธุรกิจ) มักจะมีการเขียนสคริปต์ที่รัดกุมมาก เพื่อให้สามารถสร้างเมตริกในการวัดผลที่ชัดเจนเพื่อให้แน่ใจว่าผู้เข้าร่วมงานวิจัยจะมีความสอดคล้องกัน

การใช้ผลิตภัณฑ์ในรูปแบบจำกัดเพื่อศึกษาประสบการณ์ผู้ใช้งาน (Limited)

ในบริบทการใช้งานแบบจำกัด เป้าหมายคือเพื่อศึกษาประสบการณ์ที่เฉพาะเจาะจง ตัวอย่างเช่น การทำ Participatory Design (กระบวนการออกแบบที่ให้ผู้ที่ไม่ใช่นักออกแบบมามีส่วนร่วมในการออกแบบ) เพื่อหาทางออกที่จะตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งาน และหาสาเหตุว่าทำไมพวกเขาจึงตัดสินใจเลือกที่จะจัดเรียงองค์ประกอบต่างๆแบบนั้น หรือ การทำ Concept Testing (การทดสอบแนวคิด) ซึ่งใช้การแสดงออกถึงแนวคิดของผลิตภัณฑ์หรือบริการว่าสามารถให้อะไรกับผู้ใช้ได้บ้าง (ไม่เกี่ยวกับรายละเอียดประสบการณ์การใช้งาน) เพื่อหาแนวโน้มว่าผู้ใช้งานให้คุณค่าหรือต้องการผลิตภัณฑ์หรือบริการที่นำเสนอมากน้อยแค่ไหน

การไม่ใช้ผลิตภัณฑ์ในระหว่างการทำวิจัย (Decontextualized)

ในบริบทการใช้งานแบบไม่ได้ใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อตรวจสอบปัญหาที่มากกว่าการใช้งาน ตัวอย่างเช่น การทำ Interview เพื่อศึกษาแบรนด์หรือค้นพบคุณลักษณะบางอย่างที่เชื่อมโยงกับความชอบส่วนบุคคลของผู้เข้าร่วมวิจัย

จากทั้ง 3 มิติที่เราได้อธิบายไปข้างต้น จะสามารถเห็นได้ว่าในเป้าหมายเดียวกันเราสามารถใช้วิธีการทำ User Experience Research ได้หลากหลายประเภท ไม่ได้มีกำหนดตายตัวว่าต้องเลือกใช้วิธีการแบบใดแบบหนึ่งเท่านั้น อย่างไรก็ตามต้องไม่ลืมว่าแต่ละวิธีการก็มีวัตถุประสงค์ในการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป และหนึ่งวิธีการอาจตอบโจทย์ธุรกิจได้ในหลายมิติเช่นเดียวกัน 

หลังจากได้อ่านจบแล้ว ทาง Predictive หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับใครที่กำลังตัดสินใจว่าจะเลือกใช้วิธีการทำ User Experience Research แบบไหนเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายของธุรกิจคุณ และถ้าหากยังตัดสินใจไม่ได้ สามารถติดต่อ Predictive เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้เลย เรายินดีให้คำปรึกษาเบื้องต้นฟรี

Consent Banner

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.