Data-Driven Strategy เรื่องที่ต้องรู้ก่อนเปิดคลินิกเสริมความงาม

Data-Driven Strategy เรื่องที่ต้องรู้ก่อนเปิดคลินิกเสริมความงาม

ปัญหาคือคลินิกหลายๆแห่งมักจะมองข้ามลูกค้าหรือคนไข้ที่เข้ามาที่คลินิก (ทั้งเข้ามาที่คลินิก หรือเว็บไซต์ของคลินิก) แต่ไม่ได้ซื้อสินค้าหรือใช้บริการ และกลับไปให้ความสำคัญในการหาคนใหม่ๆให้เข้ามารู้จักคลินิกมายิ่งขึ้น ทำให้ค่าโฆษณาถูกใช้ไปในขั้นตอนนี้ค่อนข้างสูง

customer journey funnel

ถ้ามองตาม Marketing Funnel ในภาพประกอบด้านล่างแล้ว หลายๆคลินิกมักจะเชื่อว่าตัวเลข 2-5% ในช่อง Conversion จะไม่สามารถเพิ่มได้อีก จึงเน้นไปที่การเพิ่มจำนวนคนที่จะเข้ามา Awareness แทน เพราะหากคนรู้จัก (Awared) ก็จะส่งผลให้จำนวนคนใน 2-5% นั้นมากขึ้นตามไปด้วย เราจึงเห็นอยู่บ่อยครั้งว่าธุรกิจเสริมความงามมักจะมุ่งเน้นไปที่การยิงแอดให้คนเข้ามารู้จักคลินิกเยอะๆ พร้อมกับ Up selling หรือการเพิ่มยอดขายในลูกค้าแต่ละคนให้มาก โดยลืมไปว่า กลุ่มคนที่อยู่ใน Stage Awareness และ Consideration ก็มีโอกาสสูงมากที่จะมาเป็นคนไข้ในคลินิกเราเหมือนกัน และจะดีกว่าไหม ถ้าเราสามารถเพิ่มตัวเลขจาก 2-5% ให้สูงขึ้นจากการใช้ First Party Data

marketing funnel

ก่อนที่เราจะเข้าสู่ Use-case ของธุรกิจเสริมความงาม เราอยากอธิบายให้ทุกคนเข้าใจและเห็นความสำคัญของ Data Strategy เสียก่อน

ธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลหรือ Data Driven company เป็นบริษัทหรือธุรกิจที่ใช้ข้อมูลที่มีมาสร้างประโยชน์เพื่อให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน โดยข้อมูลที่มีหลากหลายรูปแบบให้แต่ละธุรกิจเลือกใช้ เช่น ข้อมูลทางการเงิน (Financial Data) ข้อมูลพันกงาน (Employee Data) หรือ ข้อมูลลูกค้า (Customer Data) ข้อมูลทั้งหมดนี้สามารถช่วยในเรื่องของการแข่งขัน ทั้งสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจ หรือช่วยในการตัดสินใจได้ หากธุรกิจมีการใช้ข้อมูลทั้งหมดนี้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดได้ บริษัทนั้นจะเป็นผู้นำตลาด 

จากข้อมูลมากมายในทุกวันนี้ เราเชื่อว่าข้อมูลที่สำคัญที่สุด และเป็นรากฐานที่แข็งแรงให้กับธุรกิจได้คือ ข้อมูลลูกค้า (Customer Data) เพราะการดำเนินกิจการนั้นมีเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า หากธุรกิจใดสามารถเก็บข้อมูลลูค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพในเวลาอันรวดเร็ว และนำมาใช้งานในแทบจะทันที จะมีความได้เปรียบทางการแข่งขันสูงกว่าคู่แข่งอย่างแน่นอน

ตอนนี้ทุกคนคงเข้าใจถึงความเป็นไปได้ในการนำข้อมูลลูกค้ามาใช้แล้ว แต่อาจจะยังสงสัยว่าควรเริ่มต้นจากตรงไหน ละมีขั้นตอนอย่างไร ? เพื่อที่จะเตรียมข้อมูลให้พร้อมสำหรับการนำไปใช้นั้น เราต้องเข้าใจถึงความต้องการของธุรกิจเราก่อน ว่าเราต้องการให้ผลลัพธ์ออกมาเป็นอย่างไร แล้วจึงเข้าสู่ขั้นตอนการวิเคราะห์ความสามารถของเรา ก่อนจะไปสู่ขั้นตอนการพัฒนากลยุทธเพื่อให้เราไปสู่เป้าหมายที่ตั้งใจไว้ 

Data Strategy Steps

data strategy step
  1. การเก็บข้อมูล (Data Collection) – ความสามารถในการเก็บข้อมูลจากทุก Touchpoint ทุก Platform ซึ่งรวมถึง Third-party Platform เช่น Facebook, Line, หรือแอปพลิชั่นที่ใช้โปรโมทสินค้าหรือบริการด้วยเช่นกัน 
  2. การรวมข้อมูลเข้าด้วยกัน (Harmonization) ความสามารถในการเก็บข้อมูลทั้งหมดไว้ในที่เดียวกัน หรือความพร้อมในการนำ Data มาใช้เมื่อต้องการ โดยไม่จำเป็นต้องไปดึง Data มาจากแหล่งอื่นๆ
  3. การแบ่งกลุ่มและวิเคราะห์ (Segmentation & Analytics) ความสามารถในการสร้างและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก จากข้อมูลที่คุณเก็บมา 
  4. การนำไปใช้ (Activation) ความสามารถในการนำข้อมูลเชิงลึก (Insights) มาสร้างโฆษณา หรือทำให้เกิดผลกระทบเชิงบวกกับธุรกิจ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการลงทุน (ROI / ROAS)

Use-case: ธุรกิจเสริมความงามที่ต้องการเพิ่มรายได้จาก Data ที่มีอยู่

  1. การเก็บข้อมูล (Data Collection)

เก็บข้อมูลจากทุก Touchpoint ทุก Platform เช่น ข้อมูลการติดต่อ, ประวัติคนไข้ (OPD), User ID ที่เก็บได้จากเว็บไซต์, ประวัติการสนทนาใน Facebook, Line และ ประวัติการโทรใน Call-center

  1. การรวมข้อมูลเข้าด้วยกัน (Harmonization)

ความสามารถในการเก็บข้อมูลทั้งหมดไว้ในที่เดียวกัน หรือความพร้อมในการนำ Data มาใช้เมื่อต้องการ โดยไม่จำเป็นต้องไปดึง Data มาจากแหล่งอื่นๆ โดยต้องทำสิ่งเหล่านี้ให้เรียบร้อย

  • การนำข้อมูล Online และ Offline มารวมกันไว้ในที่เดียว
  • และจัดการกับข้อมูลที่มีความทับซ้อนกันให้เรียบร้อย เพราะหากข้อมูลซ้ำซ้อน จะทำให้การนำข้อมูลมาใช้มีความแม่นยำที่ลดลง เช่น
    ลูกค้า User ID:345209 จะเข้ามาที่คลินิกทุก 3 เดือน มีประวัติจองคิวเข้ามารับบริการที่คลินิกทั้งจากทาง Line และ Facebook โดยที่แต่ละครั้งจะจองมาคนละช่องทาง หากเราไม่ได้รวมข้อมูลทั้งสองช่องทางนี้เข้าด้วยกัน ระบบอาจจะวิเคราะห์ได้ว่า เค้าเข้ามาทุก 6 เดือน ไม่ใช่ 3 เดือน
  1. การแบ่งกลุ่มและวิเคราะห์ (Segmentation & Analytics)

แบ่งกลุ่มเป้าหมายออกจากกันตามเกณฑ์ต่างๆ Demographics, Geographics หรือ Behavioral (เข้าไปดูสินค้า/บริการอะไร, ใช้ Platform ไหน, มีการเทียบราคาสินค้าหรือเปล่า, ชำระเงินผ่านช่องทางไหน) เพราะลูกค้าแต่ละคนมีความชอบที่ต่างกันออกไป และเมื่อเราแบ่งลูกค้า/คนไข้ออกเป็นกลุ่มๆ พร้อมกับมีข้อมูลเชิงลึกในการวิเคราะห์ เราจะสามารถนำเสนอสินค้า บริการ หรือโปรโมชั่นที่ตรงใจลูกค้า/คนไข้มากขึ้น เช่น
คนไข้เพศหญิงเหมือนกัน แต่อายุต่างกัน ความต้องการที่จะเข้ารับบริการปรับรูปหน้า (Facial Design) ก็ต่างกันเช่นกัน เราควรแบ่งกลุ่มออกให้ชัดเจนตามปัญหาของคนไข้ตามช่วงอายุและความสนใจที่เราเก็บได้ใน User ID จากขั้นตอนแรก เพื่อทำการสื่อสารออกไปให้ตรงกับความต้องการและปัญหาของคนกลุ่มนี้

เมื่อเราได้ศึกษาพฤติกรรมของลูกค้าถึงระดับหนึ่งแล้ว เราจะสามารถคาดการณ์ (Prediction) ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปบ้าง ซึ่งประเด็นหลักๆที่เราได้รวบรวมมาจะมีทั้งหมด 5 ประเด็น ดังนี้

  • ในอนาคต คนไข้คนนี้มีแนวโน้มจะใช้จ่ายในคลินิกเราเพิ่มเท่าไหร่
  • จะมีการเข้ามาใช้บริการซ้ำเกิดขึ้นไหม ? 
  • เราจะเข้าถึงกลุ่มคนที่มีพฤติกรรมเหมือนคนไข้คนนี้ได้อีกไหม?
  • เราจะรักษาคนไข้คนนี้ไว้ได้อย่างไร?
  • เราควรส่งโฆษณา,คอนเทนต์,โปรโมชั่นแบบไหนไปสู่คนไข้กลุ่มนี้
  1. การนำไปใช้ (Activation)

ใช้ข้อมูลเชิงลึกของลูกค้าในการพัฒนาประสบการณ์ของลูกค้าในทุกช่องทางการตลาดให้ดียิ่งขึ้น

สมมติว่าเรามีลูกค้าอยู่ 1,000 คน ทำยังไงก็ได้ให้ 1,000 คนนี้ได้รับข้อความที่หน้าตาไม่เหมือนกันเลย โดยข้อความแต่ละชิ้นจะต้องถูกประมวลผลจากฐานข้อมูลของลูกค้าคนนั้นๆที่เรามี และทำการส่งข้อความ (โปรโมชั่น/แพคเกจ/คอนเทนต์) ไปยังแพลตฟอร์มที่เหมาะสมกับการใช้งานของคนไข้คนนั้นๆ 


Data Activation สำหรับทีมการตลาด

  • สร้างกลุ่มเป้าหมายแบบกำหนดเอง 
  • สร้างและปรับแต่งแคมเปญจากข้อมูลทั้งหมดที่มีอยู่โดยไม่ต้องใช้วิศวกร
  • แบ่งกลุ่มเป้าหมายตามคุณลักษณะ พฤติกรรม และการกระทำต่างๆที่เกิดขึ้นระหว่าง Journey เช่น ในฐานข้อมูลมีลูกค้าทั้งหมด 100,000 คน เราสามารถดึงลูกค้าที่ “เป็นเพศหญิง อายุ 25-35 อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ สนใจฉีดฟิลเลอร์” ออกมาเพื่อยิงแคมเปญได้
  • ส่งข้อความแบบ Personalized ไปให้แต่ละกลุ่มเป้าหมายในเวลาที่เหมาะสม เช่น หากพบว่าลูกค้าทำการสั่งซื้อครั้งแรก ทีมอาจจะส่งคูปองส่วนลดไปให้ทันทีเพื่อกระตุ้นการซื้อเพิ่ม

Data Activation สำหรับทีมดูแลลูกค้า

  • หากลุ่มลูกค้าที่มีแนวโน้มสูงในการเลิกซื้อสินค้าและบริการ พร้อมสาเหตุและวิธีแก้ไขไม่ให้เกิดขึ้น
  • ลดระยะเวลาในการตอบกลับลูกค้าด้วยการเซ็ตระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติ
  • ช่วยจัดลำดับความสำคัญของลูกค้าจากการใช้งานและมูลค่าของสัญญาเพื่อให้แน่ใจว่าลูกค้าจะได้รับบริการตามความคาดหวังในเวลาที่ต้องการทันที 

Data Activation สำหรับทีมขาย

  • รวมข้อมูลจากทุกแหล่งที่มาเพื่อให้ได้มุมมองของลูกค้าแบบ 360 องศา
  • เพิ่ม Conversion และรายได้โดยจัดลำดับความสำคัญของ Lead โดยใช้ข้อมูลลูกค้าที่มีบวกกับการทำ Lead Scoring (การให้คะแนนลูกค้าเป้าหมายแต่ละคน)
  • เชื่อมต่อข้อมูลทั้งหมดของลูกค้าในการรายงานผลผ่านทุกแอปพลิเคชันอย่างถูกต้อง และสอดคล้องกันโดยไม่ต้องใช้โค้ดใดๆ 

เมื่ออ่านกันจนจบแล้ว หากคลินิกไหนสนใจอยากทำ Data Strategy สามารถติดต่อ Predictive ได้เลย เรายินดีพูดคุยให้ลึกถึงปัญหาและความต้องการของคุณ พร้อมทั้งให้คำปรึกษาเบื้องต้นโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

Consent Banner

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.