ทฤษฏี Customer Lifetime Value กับการนำไปใช้จริงในธุรกิจ

รู้หรือไม่ รายได้กว่า 67% ของธุรกิจที่กำลังเข้าสู่ระยะเติบโต มาจาก “ลูกค้าเดิม” ! 

Customer Lifetime Value กลไกสำคัญที่ทำให้ธุรกิจเติบโตจากการสร้างรายได้จากกลุ่มลูกค้าเดิมที่มีอยู่ 

ลูกค้าทุกคนสร้างรายได้ให้กับธุรกิจเรา แต่ปัจจัยอะไรที่ทำให้ลูกค้าเกิดความจงรักภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty) และอายุของความ Loyalty นั้นจะอยู่กับเราไปได้นานแค่ไหน เราสามารถขยายมันออกไปได้ไหม

มาค้นหาคำตอบไปพร้อมกับเราได้ในบทความนี้กันเลย!

CLV คือ อะไร 

Customer Lifetime Value (CLV หรือ CLTV) คือ มูลค่าที่ลูกค้าแต่ละรายใช้จ่ายไปกับสินค้าหรือบริการของธุรกิจนั้นๆ ตั้งแต่เริ่มเป็นลูกค้าจนถึงวันที่เลิกเป็นลูกค้า โดยคำนวนง่ายๆได้จากข้อมูลการสั่งซื้อและอายุของการเป็นลูกค้า

เช่น ธุรกิจร้านทำเล็บ ได้เก็บข้อมูลการใช้บริการของลูกค้าได้ว่า

  1. มีกำไรจากลูกค้าต่อคน เฉลี่ย 500 บาท/เดือน
  2. อายุการเป็นลูกค้าเฉลี่ยแล้ว 4 ปี 

หมายความว่า ตลอดระยะเวลาที่คนๆนี้เป็นลูกค้าของเรา เขาจะสร้างกำไรให้กับธุรกิจเรา 

500x12x4 = 24,000 บาท

แต่ในปัจจุบันเรามีวิธีคำนวณที่แม่นยำมากขึ้นโดยใช้ Machine Learning เรียนรู้พฤติกรรมของลูกค้า เพื่อช่วยให้บริษัทโฟกัสไปยังกลุ่มเป้าหมายที่ทำกำไรมากที่สุด และ Segmentation กลุ่มเป้าหมายนั้น เพื่อทำ Personalize Marketing ให้เหมาะสมกับแต่ละ Segment (อ่านเรื่อง Segmentation เพิ่มเติม) ทำให้สามารถคาดการณ์การใช้จ่ายของลูกค้าในอนาคตได้ และช่วยในการตัดสินใจทั้ง “ระยะสั้น และ ระยะยาว”

ในมุมมองของธุรกิจนั้น จะมีการตัดสินใจลงทุนทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยจะอ้างอิงจาก “กระแสเงินสดในบริษัท (Cash Flow)” หรือ “กำไรที่ต้องการเพิ่มในแต่ละปี” ซึ่งจะแตกต่างออกไปในแต่ละบริษัท เช่น บางที่อาจต้องการลูกค้าใหม่ 60% แต่อีกที่อาจต้องการแค่ 20% เท่านั้น

โดยเงินทุนที่เราจะลงไปเพื่อเพิ่มรายได้นั้น จะต้องสมเหตุสมผลกับ CLV ด้วย เช่น ถ้าเรามีงบในการทำการตลาดอยู่ที่ 10 ล้านบาท ในขณะที่ CLV ที่สูงที่สุดที่จะเป็นไปได้คือ 5 ล้านบาท นั่นหมายความว่าเราไม่ควรลงทุนเกินกว่า 5 ล้านบาท

วิธีการเพิ่ม CLV ที่มากขึ้นให้กับธุรกิจ

จริงๆแล้วมีอยู่หลายวิธีที่เราจะเพิ่มยอดขายต่อลูกค้า 1 คน แต่ในคอนเทนต์นี้เราจะแนะนำ 7 วิธีที่ง่ายที่สุด และสามารถใช้ได้กับธุรกิจทุกขนาด ตั้งแต่ SME ไปจนถึงธุรกิจขนาดใหญ่

1. การทำโปรแกรมเพื่อนแนะนำเพื่อน (Referral Program)

กระตุ้นให้เกิด “การบอกต่อ” โดยที่ทั้งลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่จะได้สิทธิประโยชน์บางอย่างกลับคืนไป ลูกค้าใหม่ที่ถูกแนะนำจะมี CLV สูงขึ้น 16% และธุรกิจจะได้ประโยชน์จากการบอกต่อ คือ “ได้ขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น” ซึ่งในอนาคตสามารถกลายมาเป็นลูกค้าประจำได้อีกด้วย 

2. การทำแคมเปญที่ตรงเป้าหมาย เฉพาะบุคคล (Targeted & Personalized Campaigns)

การทำแคมเปญยิงโฆษณาที่หรือโปรโมชั่นที่ตรงเป้าหมาย เฉพาะบุคคล จะทำให้เราโฟกัสไปที่กลุ่มลูกค้าเฉพาะเจาะจงมากขึ้น และช่วยให้พวกเขามีส่วนร่วมกับเนื้อหาที่ปรับแต่งมาเพื่อพวกเขาโดยเฉพาะ หากทำแต่แคมเปญอัตโนมัติโดยไม่ได้ให้คุณค่าใดๆกับลูกค้า ลูกค้าอาจเลิกให้ความสนใจและเปลี่ยนใจไปเป็นลูกค้าแบรนด์อื่นได้

3. การรับฟัง Feedback จากลูกค้า (Hear Your Customers)

การเปิดให้ลูกค้าเข้ามามีส่วนร่วมในการให้ Feedback กับสินค้าหรือบริการเรา อาจะเป็นการให้แบบสอบถามสั้นๆ จะยิ่งทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเค้าเป็นส่วนสำคัญในการเจริญเติบโตของธุรกิจ การที่เรารับฟังข้อเสนอแนะจากลูกค้า และ พยายามปรับปรุงพัฒนาในส่วนที่ทำได้อย่างจริงใจ ลูกค้าจะยิ่งประทับใจในความพยายามของเราและอยู่เป็นลูกค้าประจำต่อไป

4. การสร้างคอนเทนต์อย่างต่อเนื่อง (Keep Customers Engaged)

เมื่อเราสร้างคอนเทนต์ที่ตรงกับ Pain Point ของลูกค้าหรือ คอนเทนต์ที่ให้ความรู้เป็นประโยชน์ และนำพาลูกค้าไปสู่ช่องทางการสั่งซื้อไม่ว่าจะเป็นบนบล็อก โซเชียลมีเดีย หรือผ่าน Email Marketing เราจะได้ทั้งลูกค้าประจำที่อยู่กับเรานานขึ้น และ แฟนตัวยงที่พร้อมโปรโมทสินค้าเราในช่องทางตัวเอง ซึ่งสามารถลดต้นทุนในการหาลูกค้าใหม่อีกด้วย

5. การเพิ่มประสิทธิภาพการบริการลูกค้า (Optimize Customer Service)

66% ของลูกค้าใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียอย่างน้อย 3 ช่องทางเพื่อติดต่อฝ่ายบริการลูกค้า ให้ลองเทียบข้อมูลดูว่าลูกค้าของเราใช้ช่องทางไหนมากที่สุดแล้วโฟกัสไปที่ช่องทางนั้นก่อน ส่วนใหญ่ลูกค้าจะคาดหวังการตอบรับที่รวดเร็วหากมีคำถามหรือข้อร้องเรียนต่างๆ เป็นไปได้เราควรให้มีบริการ Live Chat ตลอด 24 ชั่วโมงทุกวันไม่เว้นวันหยุด แต่ถ้าเรากำหนดเวลาตอบกลับข้อความ ก็ควรตอบลูกค้าให้ได้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

6. การให้รางวัลกับลูกค้าที่มีความจงรักภักดีต่อแบรนด์ (Reward Most Loyal Clients)

นำเสนอส่วนลดและสิทธิพิเศษต่างๆ เช่น การส่งฟรีไม่มีขั้นต่ำ และ การได้มีสิทธิเข้าไปเลือกซื้อสินค้าคอลเลคชันใหม่ก่อนบุคคลทั่วไป เป็นต้น กลยุทธ์เหล่านี้สามารถเพิ่มความพึงพอใจและการซื้อซ้ำจากลูกค้าได้ในระยะยาวอย่างไม่ต้องสงสัย

7. การทำกลยุทธ์จูงใจให้ซื้อสินค้าหรือบริการที่อัพเกรดกว่าเดิม หรือมีความเกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์หลัก (Upselling & Cross-Selling)

เป้าหมายในการทำ Upselling และ Cross-Selling คือเพื่อเพิ่มโอกาสในการเพิ่มรายได้เข้าสู่ธุรกิจ ในขณะที่เราแสดงให้ลูกค้าเห็นสินค้าหรือบริการเสริมที่พวกเขากำลังมองหาอยู่ หรือนำเสนอตัวเลือกที่ดีกว่าในราคาที่สูงกว่าแต่มาพร้อมกับความคุ้มค่าและผลประโยชน์ที่มากกว่า ก็จะทำให้มูลค่าเฉลี่ยในการสั่งซื้อ (AOV) หรือ ความถี่เฉลี่ยในการสั่งซื้อ (APF) เพิ่มมากขึ้นตามมาเช่นกัน

สูตร Customer Lifetime Value

จริงๆแล้ววิธีในการคำนวณ CLV นั้นมีหลายวิธีมาก เราขอเสนอวิธีคำนวนที่ง่ายที่สุดโดยใช้สูตร

AOV x APF x ACL = CLV

โดยที่

  • AOV (Average Order Value): มูลค่าเฉลี่ยในการสั่งซื้อ 
  • APF (Average Purchase Frequency): ความถี่เฉลี่ยในการสั่งซื้อ 
  • ACL (Average Customer Lifespan): ค่าเฉลี่ยอายุในการเป็นลูกค้า

ตัวอย่าง การคำนวณ CLV:

เราเปิดธุรกิจขายรองเท้ากีฬาออนไลน์ มีลูกค้าประจำคือคุณ P

คุณ P ซื้อของจากทางร้าน

มูลค่าการซื้อ = 4,000 บาท / ครั้ง
ความถี่ในการซื้อ = 2 ครั้ง / ปี
คุณ P ซื้อสินค้าของเราต่อเนื่องประมาณ 2 ปี

CLV จะสามารถคำนวณได้ดังนี้

4,000 x 2 x 2 = 16,000 บาท

นอกจากนั้นหากอยากรู้ว่าลูกค้าคนนั้นสร้างกำไรให้เราเท่าไหร่ สามารถใช้สูตรนี้ได้เลย

สูตรคำนวณกำไร:

CLV x Profit Margin (%) = CLV (Profit)

โดยที่

  • CLV (Customer Lifetime Value): มูลค่าตลอดชีพของลูกค้า 
  • Profit Margin: อัตราผลกำไร (%)

ตัวอย่างการคำนวณกำไร:

สมมติเราได้กำไรจากการขายรองเท้ากีฬาออนไลน์อยู่ที่ประมาณ 15%

16,000 x 15% = 2,400 บาท

ตลอดช่วงการเป็นลูกค้ากับเรา คุณ P สามารถสร้างกำไรให้ธุรกิจเราทั้งหมดประมาณ 2,400 บาท

จากบทความนี้ เราจะได้เห็นว่า Customer Lifetime Value (CLV) สามารถสร้างผลกำไรให้กับธุรกิจได้ในระยะยาว อีกทั้งยังสร้างความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้าได้อีกด้วย สำหรับใครที่เปิดธุรกิจมาได้สักระยะ เริ่มมีฐานลูกค้าซื้อซ้ำ กำลังมีแพลนจะวางแผนการตลาดกับข้อมูลที่มีเพื่อต่อยอดรายรับทางธุรกิจ แต่ยังไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน สามารถขอคำปรึกษาเบื้องต้นฟรีจาก Predictive ได้เลยค่ะ

Consent Banner

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.