e-Commerce-Content

e-Commerce Content ขายของบนเว็บไซต์อย่างไรไม่ให้ Google เมิน

อย่างที่เรารู้กันแล้วว่าไม่ว่าจะมีการอัปเดตอัลกอริทึมกี่ครั้ง Google ก็ให้ความสำคัญกับมาตรฐานของเนื้อหาที่ดีเสมอมา หน้าที่ของคนทำ SEO จึงต้องโฟกัสที่การรักษาคุณภาพของคอนเทนต์ให้ได้ตาม Best Practice อย่างต่อเนื่องเช่นกัน แต่ถ้าหากว่าคอนเทนต์ส่วนใหญ่ของเรามีเนื้อหาเกี่ยวกับสินค้าเป็นหลักแล้วล่ะก็ เราควรทำ SEO อย่างไรดีอัลกอริทึมถึงจะไม่มองเมินและปัดตกอันดับ ลองมาดูกันดีกว่าเราควรจัดการกับ e-Commerce Content อย่างไรเนื้อหาบนเว็บไซต์จึงจะอยู่ในสายตา Google 

e-Commerce คืออะไร จำเป็นต้องทำ SEO แค่ไหน

e-Commerce (อีคอมเมิร์ซ) ที่คนทั่วไปเข้าใจว่าเป็นการขายของบนเว็บไซต์ หากเรียกให้ทางการขึ้นคือ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสวทช.ได้ให้คำจำกัดความไว้ว่า “การแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการบนอินเทอร์เน็ต โดยใช้เว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันเป็นสื่อในการนำเสนอสินค้าและบริการต่าง ๆ” ซึ่งครั้นที่หน้าร้านแห่งนี้มีตัวตนอยู่บนโลกออนไลน์ คงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมองข้ามการทำ SEO เพื่อให้คนทั่วไปรับรู้เกี่ยวกับธุรกิจของเรามากขึ้น สร้างสัมพันธ์กับกลุ่มเป้าหมาย และตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าในที่สุด

เรามองเห็น e-Commerce Content จากที่ไหนบ้าง

Google มีเปอร์เซ็นต์ของ Market Share ที่ท่วมท้นถึง 92% ในตลาดของ Search Engine อ้างอิง ซึ่งเท่ากับว่าการมีตัวตนบน Google อย่างเด่นชัดย่อมเปิดโอกาสทางธุรกิจและขยายตลาดไปสู่วงกว้างได้มากขึ้นเช่นกัน ซึ่งธุรกิจของเราจะถูกมองเห็นได้หลากหลายรูปแบบ ได้แก่

  • Google Search หน้าค้นหาที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างผู้คนกับธุรกิจ 
  • Google My Business หน้าร้านออนไลน์จากการสร้างโปรไฟล์ธุรกิจ
  • Google Map ปักหมุดตำแหน่งที่ตั้งธุรกิจของเราให้ผู้คนเดินทางมาได้ง่ายขึ้น
  • Google Images แสดงผลรูปภาพจากเว็บไซต์ของเราให้ตรงกับสิ่งที่ผู้คนค้นหาและทำให้ผู้คนเห็นภาพเกี่ยวกับธุรกิจของเราได้ดีขึ้น
  • Google Lens ตัวช่วยให้ผู้คนค้นหาและรู้จักโปรดักส์ของธุรกิจเราได้ง่ายขึ้นผ่านการถ่ายภาพสิ่งที่มองเห็น
  • Google Shopping Tab ช่องทางจาก Google ที่นำหน้าเว็บขายของของธุรกิจมาแสดงผลไว้ที่หน้าค้นหาเพื่อให้ผู้คนเจอสินค้าที่ต้องการรวดเร็วขึ้น

e-Commerce Content จะเป็นอะไรได้บ้าง

มาถึงจุดนี้อาจเริ่มมีคำถามตามมาว่า นอกเหนือจากรายละเอียดโปรดักส์ที่จำเป็นต้องมีอยู่บนเว็บไซต์อยู่แล้ว ธุรกิจของเราจะยังพอสร้างคอนเทนต์เกี่ยวกับอะไรได้อีกเพื่อให้มีตัวตนปรากฏบน Google และเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์ให้ทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพ

  • ข้อมูลโปรดักส์และคำอธิบายรายละเอียด ส่วนนี้การทำ Keywords Research จะเข้ามามีบทบาทสำคัญเพื่อช่วยให้เราสามารถจัดแจงทั้ง Brand Keywords     (คีย์เวิร์ดเกี่ยวกับแบรนด์) และ Generic Keywods (คีย์เวิร์ดทั่วไป) ใส่ลงในรายละเอียดโปรดักส์อย่างสมดุลและเป็นธรรมชาติ เพื่อเพิ่มโอกาสการมองเห็นเว็บไซต์ของเราได้เจาะจงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น
  • เรื่องราวเบื้องหลังธุรกิจ ตัวช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับธุรกิจของเราเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือต่อโปรดักส์ที่เรานำเสนอ
  •  ส่วนลด โปรโมชั่น และสิทธิพิเศษ เพื่อส่งเสริมการขายและสร้างฐานลูกค้าขาประจำ (Returning Users)
  • แคตาล็อกสินค้า การจัดระเบียบโปรดักส์อย่างเป็นหมวดหมู่และมีคำอธิบายอย่างชัดเจนจะช่วยให้ผู้ใช้ตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น 
  • รีวิวเกี่ยวกับโปรดักส์ จะช่วยทำให้ผู้ใช้เกิดความมั่นใจในการเลือกใช้โปรดักส์ สามารถเข้าใจในรายละเอียดสินค้าในเชิงลึก  รวมทั้งเปิดรับรีวิวจากผู้ใช้จริงเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจ
  • คอนเทนต์ให้ความรู้ เพิ่มการมีส่วนร่วมต่อธุรกิจและทำให้เรารู้จักกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้ดีขึ้น ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นบทความเสมอไป อาจเป็นลักษณะของคอร์สเรียนเกี่ยวกับการใช้งานโปรดักส์ของเราได้เช่นกัน
  • Customer Services การดูแลบริการลูกค้าคือหัวใจของความใส่ใจ และช่วยให้ลูกค้าเกิดความไว้เนื้อเชื่อใจต่อธุรกิจ

ลักษณะคอนเทนต์ขายของที่มีคุณภาพควรเป็นอย่างไร

ในส่วนนี้เราจะให้ความสำคัญกับคุณภาพของคอนเทนต์รีวิวเป็นหลัก คอนเทนต์ขายของที่ดีไม่จำเป็นต้องยาว แต่ต้องมีความออริจินัล โดยทำหน้าที่เปรียบเสมือนไกด์นำทางให้กับผู้ใช้เพื่อให้สามารถตัดสินใจเลือกซื้อโปรดักส์ที่ตอบโจทย์ทั้งแง่คุณภาพและราคาอย่างสมเหตุสมผลที่สุด ซึ่งมีลักษณะต่างๆ ดังเช่น

  • ประเมินค่าและให้คะแนนโปรดักส์ผ่านมุมมองของผู้ใช้
  • แสดงอย่างชัดเจนว่าเรารู้ลึกรู้จริงในโปรดักส์ที่ขาย
  • มีหลักฐานประกอบ เช่น ภาพ วิดีโอ หรือลิงก์ เพื่อความน่าเชื่อถือของโปรดักส์
  • จริงใจกับข้อดีข้อเสียของโปรดักส์ตามสิ่งที่เราค้นคว้ามาแล้ว
  • บอกข้อแตกต่างว่าทำไมโปรดักส์ของเราจึงดีกว่าของคู่แข่ง
  • เปรียบเทียบแต่ละโปรดักส์เพื่อให้ผู้ใช้ได้เลือกสิ่งที่ตอบรับความต้องการมากที่สุด
  • แม้ผู้ผลิตจะให้รายละเอียดเกี่ยวกับโปรดักส์มาแล้วแต่การใช้คำพูดของเราเองเล่าประโยชน์ของโปรดักส์นั้นจะช่วยให้คอนเทนต์บนเว็บไซต์ยูนีคกว่าเว็บอื่นๆ 
  • ถ้าเลือกโปรดักส์อันใดอันหนึ่งเป็นชิ้นที่ดีที่สุดควรให้เหตุผลประกอบจากประสบการณ์การใช้จริง

เพราคุณภาพของคอนเทนต์มีส่วนสะท้อนคุณภาพของโปรดักส์เช่นกัน โดยท้ายที่สุดแล้ว Google ย่อมเลือกเว็บไซต์ที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้ได้ดีที่สุดมานำเสนอ ซึ่งหากเราใส่ใจกับเนื้อหาที่จริงใจและมุ่งหวังประโยชน์เพื่อผู้ใช้เช่นเดียวกัน การปั้นให้เว็บไซต์ของเราขึ้นมาอยู่หน้าแรกก็ไม่ยากเกินความตั้งใจ 

ที่มาข้อมูล : Google Search Central

Consent Banner

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.