วิเคราะห์ Keyword

ตัวช่วยวิเคราะห์ Keyword จับจุดอ่อนชี้จุดแข็งด้วย Search Console Bubble Chart

แน่นอนว่าในการทำReportแต่ละครั้ง คนทำSEOบนเว็บไซต์หลายคนย่อมต้องเคยรู้สึกหัวหมุนตาลายไปกับข้อมูลหลังบ้านมากมายที่ต้องวิเคราะห์อย่างKeyword ซึ่งหากเราใช้ Google Search  Console อยู่แล้ว การทำ Report ให้เห็นความเชื่อมโยงของข้อมูลเหล่านี้จะกลายเป็นเรื่องง่ายดายขึ้นทันทีโดยการใช้  Search Console สร้าง Bubble Chart ใน Data Studio ทั้งช่วยเบาแรงและพร้อมให้เรานำข้อมูลไปต่อยอดเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพเว็บไซต์ได้ทันที

Bubble Chart คืออะไร

Bubble Chart (แผนภูมิฟองสบู่) เป็นแผนภูมิรูปแบบหนึ่งที่ช่วยให้เราเห็นภาพรวมของข้อมูลที่มีอยู่เพื่อนำไปวิเคราะห์ต่อยอดได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเรามีกลุ่มตัวเลข (Metrics) และ หมวดหมู่ (Dimensions) ที่มากมายหลากหลาย การทำ Bubble Chart จะช่วยให้เราเข้าใจถึงความเชื่อมโยงและรูปแบบของข้อมูลได้อย่างเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น เช่นในกรณีนี้ที่เราต้องการวิเคราะห์ว่ามี คำค้นหา (Search Query) อะไรบ้างที่ดึงดูดผู้ใช้เข้ามาเว็บไซต์ของเรา หรือคีย์เวิร์ดอะไรที่เราควรปรับปรุง

Bubble Chart (แผนภูมิฟองสบู่) เป็นแผนภูมิรูปแบบหนึ่งที่ช่วยให้เราเห็นภาพรวมของข้อมูลที่มีอยู่เพื่อนำไปวิเคราะห์ต่อยอดได้ง่ายขึ้น

ไม่ต้องเสียเวลาสร้างแผนภูมิเอง ลองใช้ Template จาก Google ได้เลยที่นี่  Search Console Bubble Chart Data Studio

ทำไมต้องใช้ Bubble Chart ช่วยวิเคราะห์ Keyword

รูปแบบที่กระชับของ Bubble Chart จะช่วยให้เราเข้าใจและเห็นภาพข้อมูลที่เป็นตัวหนังสือยาวๆอย่างคีย์เวิร์ดหรือคำค้นหาต่างๆได้ง่ายขึ้น แผนภูมิฟองสบู่นี้เหมาะสำหรับคนทำSEOบนเว็บไซต์ที่ตั้งใจวิเคราะห์คีย์เวิร์ดอย่างจริงจังเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์ให้ดึงดูดผู้ใช้ให้มากกว่าเดิม
โดยในแผนภูมินี้เราจะเห็นว่า หนึ่งฟองสบู่ จะแจกแจงที่มาของ Traffic ซึ่งประกอบไปด้วยข้อมูลต่างๆดังนี้

  • Query : คำค้นหาหรือคีย์เวิร์ดที่พาผู้ใช้มายังหน้าเว็บไซต์ของเรา
  • Device Category : ชนิดของอุปกรณ์ที่ผู้คนใช้
  • CTR : Click through rate หรือ อัตราที่ผู้คนคลิกเข้ามายังเว็บไซต์หลังจากมองเห็น (Impression) ในหน้าค้นหา
  • Average Position : อันดับเว็บไซต์บนหน้าค้นหาของ Google 
  • Clicks : จำนวนครั้งในการคลิกเข้าชมเว็บไซต์

ข้อมูลใน Bubble Chart บอกอะไรในการวิเคราะห์ Keyword

ด้วยรูปแบบการแสดงผลที่เข้าใจง่ายของ Bubble Chart ที่กำหนดให้สีของวงกลมหมายถึงอุปกรณ์ที่ผู้คนใช้ค้นหา และ ขนาดของวงกลม ที่หมายถึง จำนวนครั้งในการคลิก นอกจากจะมองเห็นภาพรวมกว้างๆที่ทำให้เราเข้าใจความเชื่อมโยงของข้อมูลได้ดีขึ้นแล้ว ยังช่วยให้เราบริหารเวลาเพื่อนำไปปรับปรุงประสิทธิภาพคีย์เวิร์ดได้อย่างถูกจุดและรวดเร็วขึ้น ซึ่ง ตำแหน่งของทุกฟองสบู่บน Bubble Chart มีความหมายแตกต่างกันไปดังนี้

ข้อมูลใน Bubble Chart บอกอะไรในการวิเคราะห์ Keyword

1.ตำแหน่งอยู่สูง และCTRอยู่สูง คือคีย์เวิร์ดอยู่ในอันดับดีและทำยอดTrafficได้ดี
แสดงว่าประสิทธิภาพของคีย์เวิร์ดเราอยู่ในเกณฑ์ดี ไม่จำเป็นต้องปรับปรุงอะไรเพิ่ม (ตบมือ!)

2.ตำแหน่งอยู่ต่ำ แต่CTR อยู่สูง คือคีย์เวิร์ดยังอยู่ในอันดับที่ไม่ดีพอแต่ทำยอดTrafficได้ดีแสดงว่า คีย์เวิร์ดที่เราใช้มีความสอดคล้องกับคำที่ผู้ใช้ค้นหา ทำให้มียอดCTRที่เยอะแม้จะอยู่ในอันดับที่น้อยกว่าคีย์เวิร์ดอื่นๆบนเว็บไซต์ของเรา ซึ่งหากเราปรับให้อยู่ในตำแหน่งที่สูงขึ้นได้ก็ย่อมทำให้ประสิทธิภาพเว็บไซต์ดีตามได้ด้วย

ตำแหน่งอยู่ต่ำ แต่CTR อยู่สูง

3.ตำแหน่งอยู่ต่ำ และCTR อยู่ต่ำ คือคีย์เวิร์ดอยู่ในอันดับไม่ดีพอและทำยอด Traffic ได้ไม่ดี สำหรับฟองสบู่ที่อยู่ในตำแหน่งนี้ ให้เราพิจารณาขนาดของวงกลมร่วมด้วย เพราะขนาดยิ่งใหญ่แปลว่ายิ่งมีคนคลิกเยอะ แม้จะมี CTR ที่น้อยแต่ก็เพิ่มยอดคลิกเข้ามายังเว็บไซต์อยู่ดี

ตำแหน่งอยู่ต่ำ และCTR อยู่ต่ำ

เราจึงแบ่งคีย์เวิร์ดที่อยู่ในตำแหน่งวงกลมนี้ได้เป็น 2 แบบ

  • ชุดคำค้นหาที่เกี่ยวข้อง หากคำค้นหาเหล่านี้มีคีย์เวิร์ดที่เรามองว่าสำคัญ แปลว่าคีย์เวิร์ดที่เราใช้เริ่มปรากฏในหน้าค้นหา การปรับปรุงคีย์เวิร์ดเหล่านี้จะทำได้ง่ายกว่าคำอื่นๆที่ไม่ปรากฏเลย
  • ชุดคำค้นหาที่ไม่เกี่ยวข้อง หากคำค้นหาเหล่านี้ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเว็บไซต์เราเลยแต่ก็ยังมีคนคลิกเข้ามา แปลว่านี่อาจเป็นโอกาสอันดีที่เราจะปรับแต่งคอนเทนต์บนเว็บไซต์ให้มีความเชื่อมโยงและสอดคล้องมากขึ้น

4.ตำแหน่งอยู่สูง แต่CTR อยู่ต่ำ คือคีย์เวิร์ดอยู่ในอันดับดีแต่ทำยอด Traffic ได้ไม่ดี

มีหลายเหตุผลที่อธิบายว่าทำไม CTR ของเราถึงอยู่ต่ำ เราจึงควรเช็คที่ขนาดของวงกลมเพิ่มด้วยว่ามีแนวโน้มเหล่านี้หรือไม่

  • เว็บไซต์คู่แข่งมีโครงสร้างข้อมูล (Structured Data) ที่ดีกว่า และให้ผลลัพธ์ที่ครบถ้วนมากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับของเรา จึงทำให้ผู้ใช้เลือกคลิกไปหน้าเว็บไซต์ของคู่แข่งมากกว่า จุดนี้ลองเช็คเว็บไซต์ของเราอีกทีว่าได้มีการเปิดใช้ฟีเจอร์ผลการค้นหา(Search result features) ดีแล้วหรือยัง
  • เราอาจจะมีการเพิ่มประสิทธิภาพคีย์เวิร์ดเหล่านี้ไปแล้ว หรือ คีย์เวิร์ดของเราอาจจะติดอันดับโดยบังเอิญ แต่ผู้ใช้ไม่ได้สนใจหรือมองว่าเว็บไซต์เราไม่มีความเกี่ยวข้องจึงไม่ได้คลิกเข้ามา
  • ผู้ใช้อาจจะได้รับคำตอบหรือข้อมูลสำคัญที่ต้องการไปแล้ว เช่น เวลาเปิดปิด ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ โดยไม่จำเป็นต้องคลิกเข้ามา

คนทำSEOเว็บไซต์ควรเพิ่มประสิทธิภาพKeywordอย่างไรดี

เมื่อมองเห็นข้อมูลเป็นรูปเป็นร่างดีอย่างนี้และได้เลือกคีย์เวิร์ดที่ควรค่าแก่การเพิ่มประสิทธิภาพได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือเราควรทำอะไรบ้าง

  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าองค์ประกอบของ Title, Description, Meta Tag และ คำอธิบายรูปภาพบนเว็บไซต์ของเรานั้นมีความครบถ้วนชัดเจน เฉพาะเจาะจง และแม่นยำ
  • ใช้หัวข้อเรื่องเพื่อย้ำถึงความสำคัญของข้อความและเรียงลำดับความสำคัญของเนื้อหาคอนเทนต์เพื่อให้ผู้ใช้และ Search Engines อย่าง Google จับสาระของเว็บไซต์เราได้ง่ายขึ้น
  • เพิ่มโครงสร้างของข้อมูลเว็บไซต์ (Structured Data Markup) เพื่อให้ Google เข้าใจว่าเว็บไซต์ของเรามีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไรเป็นหลัก และอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมแก่การแสดงผลในช่องค้นหา
  • ใช้ Keyword Planner หรือ เครื่องมืออื่นๆในการทำ Keyword Research เพื่อให้ได้คีย์เวิร์ดที่มียอดค้นหาที่ดีและมีตัวเลือกหลากหลายมากขึ้นในการดึงดูดผู้ใช้เข้ามาเพิ่มขึ้น ร่วมกับการใช้ Google Trends เพื่อหาไอเดียผลิตคอนเทนต์ที่กำลังเป็นกระแสและสอดคล้องกับคำค้นหาที่พาผู้ใช้มายังเว็บไซต์มากกว่าเดิม

อ่านเพิ่มเติม 5 เหตุผลง่ายๆที่ทำ SEO เท่าไหร่ก็ไม่ได้ผลตามที่ตั้งเป้าไว้

ที่มาข้อมูลจาก : Developers l Google

Consent Banner

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.