สิ่งที่ไม่ควรทำถ้าไม่อยากให้เว็บไซต์ตกอันดับ

ชาว SEO ที่คลุกคลีอยู่กับเว็บไซต์ย่อมรู้กันดีว่าการทำ SEO นั้นไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวทั้งยังต้องอาศัยประสบการณ์ การลองผิดลองถูก และเรียนรู้จากความผิดพลาดอยู่บ่อยครั้ง เราจึงรวมบทเรียนสิ่งไม่ควรทำถ้าไม่อยากเห็นอันดับเว็บไซต์ร่วงตุ้บ เพื่อช่วยทุกคนประหยัดเวลาและเลี่ยงข้อผิดพลาดเสียแต่เนิ่นๆ 

1. Auto-generated Content

การผลิตคอนเทนต์ที่ Auto-generated หมายถึงการใช้โปรแกรมต่างๆเขียนคอนเทนต์หรือเนื้อหาใดๆขึ้นมา เพียงเพื่อปั่นอันดับการค้นหาโดยไม่เอื้อประโยชน์ใดๆต่อผู้ใช้ ซึ่งเมื่อพบเจอGoogle จะจัดการผลักเว็บไซต์ให้ตกอันดับ คอนเทนต์รูปแบบนี้อาจมีลักษณะต่อไปนี้

  • มีแต่คีย์เวิร์ดแต่อ่านเนื้อความไม่รู้เรื่อง จับใจความไม่ได้ อ่านเนื้อหาแล้วไม่รู้ว่ากำลังสื่ออะไร
  • คอนเทนต์ที่แปลภาษามาโดยโปรแกรมต่างๆ แต่ไม่ได้ผ่านการตรวจทานและปรับแต่งให้เป็นภาษาคนโดยคนจริงๆ 
  • คอนเทนต์ที่สร้างโดยกระบวนการอัตโนมัติ เช่นใช้โปรแกรมหรือซอฟต์แวร์เขียนเนื้อหาเดิมๆ ซ้ำๆ แทนคน หรือ ใช้วิธีลูกโซ่มาร์คอฟ (Markov chains) 
  • คอนเทนต์ที่เอาเนื้อหาจากบทความบนเว็บไซต์อื่นๆ มาตัดแปะเข้าด้วยกันเฉยๆ โดยไม่ได้เพิ่มสาระใหม่ๆ เข้าไป

2. Sneaky Redirects

การ redirect ผู้ใช้ไป URL อื่นแทนที่จะเป็นหน้าเว็บไซต์ที่ตั้งใจกดเข้ามาแต่แรกนั้นสามารถทำได้ในกรณีที่มีการเปลี่ยนที่อยู่ของหน้าเว็บไซต์นั้นๆ หรือการยุบรวมหลายๆ เพจเว็บมาไว้หน้าเดียวกัน แต่ Google ก็ไม่ค่อยปลื้มนักในกรณีที่คนทำ SEO จงใจ redirect ผู้ใช้ไปหน้าอื่นเพื่อแสดงผลคอนเทนต์ที่แตกต่างจากสิ่งที่ crawler หรือบอทของ Google นั้น index ได้ เช่น 

  • การทำหน้า redirect ให้ Google อ่านอีกอย่างแต่คนจริงๆ อ่านอีกอย่าง
  • การทำให้ผู้ใช้บน desktop อ่านอีกอย่างแต่ผู้ใช้ mobile อ่านอีกอย่าง

3. Thin Content

Google ไม่เคยออกมาบอกว่าความยาวของคอนเทนต์มีส่วนสำคัญกับอันดับเว็บไซต์แต่อย่างใด การทำ SEO จึงควรใส่ใจในคุณภาพเนื้อหาเป็นหลัก โดยการให้ข้อมูลที่สำคัญครบถ้วนแก่ผู้ใช้ ใส่คีย์เวิร์ดที่มีความเกี่ยวข้องและตรงกับประเด็นที่จะสื่อ
Thin Content จึงหมายถึง คอนเทนต์ที่มีคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน สำหรับ Google แล้วเว็บไซต์เหล่านี้จะโดนปัดตกไปจากหน้าค้นหานั่นเอง คนทำ SEO จึงควรรักษาประสิทธิภาพเว็บตัวเองไม่ให้มีเนื้อหาเข้าข่าย Thin Content เช่น

  • เว็บขายของที่ใส่ affiliate links ในเนื้อหาเกี่ยวกับรายละเอียดโปรดักส์โต้งๆ โดยไม่มีสาระสำคัญเพิ่มเติมสำหรับผู้ใช้เลย (ขายของอย่างเดียว)
  • คอนเทนต์ที่คัดลอกเนื้อหาจากเว็บไซต์อื่นมาโพสต์ใหม่ หรือเอามาปรับคำด้วยโปรแกรมอัตโนมัติ 
  • คอนเทนต์ที่คัดลอกเนื้อหาจากเว็บไซต์อื่นมาเขียนใหม่โดยไม่ได้มีการเรียบเรียงใหม่หรือค้นหาเนื้อหาเพิ่มเติม

4. Keyword Stuffing

จริงอยู่ว่าคีย์เวิร์ดนั้นสำคัญมากในการทำ SEO แต่การใส่คีย์เวิร์ดจำนวนมากที่ไม่มีความเชื่อมโยงกันก็อาจโดนมองว่าเป็นการ Keyword Stuffing ได้ เรามักจะเห็นการใส่คีย์เวิร์ดทำนองนี้ในรูปแบบของลิสต์รายการ หรือการใช้คำเดิมซ้ำๆ อย่างไม่เป็นธรรมชาติเพราะคิดว่าจะช่วยดันอันดับเว็บไซต์ ยกตัวอย่างเช่น เราอยากให้เว็บไซต์เราติดอันดับด้วยคำว่า ทำ SEO เราจึงเขียนให้มีเนื้อหาว่า 

“บริษัทรับทำ SEO โดยนักทำ SEO มืออาชีพพร้อมด้วยประสบการณ์ทำ SEO นานกว่า 10 ปีติดต่อทีม SEO ของเราเพื่อรับคำปรึกษาในการทำ SEO ได้เลย”

การใส่คีย์เวิร์ด “ทำ SEO” อย่างไม่บันยะบันยังก็อาจโดน Google มองว่าเรากำลังยัดคีย์เวิร์ดนี้เข้ามา ซึ่งแน่นอนว่าไม่ดีกับประสบการณ์การใช้งาน อาจโดนปัดตก และ เสียโอกาสขึ้นมาติดอันดับดีๆ ดังนั้นแล้วไม่จำเป็นต้องกับการใส่คำมากเกินไปแต่ใส่ใจกับคุณภาพเนื้อหาในหน้าเว็บให้ตอบโจทย์กับผู้ใช้จะดีกว่า

5. Paid links

Google ให้ความสำคัญกับ Links ในแง่ที่ว่าถ้าเว็บไซต์นั้นมีคุณภาพดีก็ย่อมถูกบอกต่อโดยเว็บไซต์อื่นเช่นกันผ่านการใส่ลิงก์กลับมา (Back Links) แต่ทว่าการใส่ลิงก์ที่ซื้อขายระหว่างกัน (จ้าง/จ่ายเงินให้ใส่ลิงก์) ก็เข้าข่ายที่จะโดน Google ปัดตกอันดับเช่นกัน หากการซื้อขายนั้นมีเจตนาเพื่อปั่นหรือดันอันดับเว็บไซต์ตัวเองใน PageRank โดยไม่คำนึงถึงคุณภาพของลิงก์หรือแหล่งที่มาคอนเทนต์เลย 

แต่ Paid Links ก็มีข้อยกเว้นเช่นเดียวกัน หากลิงก์นั้นมีเจตนาเพื่อโฆษณาหรือมีเป้าหมายทางการตลาด สิ่งที่เราในฐานะคนทำSEOต้องทำก็แค่บอก Google ผ่าน HTML tag ด้วยวิธีนี้

  • เพิ่ม rel=”nofollow” หรือ rel=”sponsored” ลงใน <a> tag
  • Redirect ลิงก์นั้นกลับไปที่หน้าตรงกลางที่ใส่ไฟล์ robots.txt ไว้

6. Poor Design Pop-Ups Content

การใส่ Pop-Ups Content มีข้อดีที่ช่วยเพิ่ม Conversion Rate ให้กับเว็บไซต์ด้วยความที่มองเห็นได้ง่ายและผู้ใช้สามารถโต้ตอบได้ทันทีจึงช่วยเพิ่มยอดTrafficให้กับเว็บไซต์อีกด้วย แต่ถึงอย่างไรก็ใช่ว่าทุกป๊อปอัพจะให้ผลเช่นนั้น เพราะป๊อปอัพที่ออกแบบมาเกะกะสายตา หรือกินพื้นที่เต็มหน้าเว็บไซต์ก็ส่งผลให้ผู้ใช้เผ่นหนีคลิกออกจากหน้าเพจเราจนBounce Rateพุ่งพรวดได้เช่นกัน ยกเว้นว่าป๊อปอัพนั้นจะใช้ตามกฏหมายบังคับเช่น Cookie Consent หรือ ช่องให้ระบุอายุ(Age Verification) การใส่ Pop-Ups Content ที่เหมาะสมตาม Google guidelines จึงควรที่จะ

  • มีปุ่มกดปิดชัดเจน ใช้งานง่าย
  • เว้นจังหวะให้ผู้ใช้ได้อ่านคอนเทนต์ก่อนที่ป๊อปอัพจะเด้งขึ้นมา
  • ใส่ป๊อปอัพไว้ในหน้าที่2ของsessionเพื่อให้ผู้ใช้ได้มีเวลาอ่านสิ่งที่ต้องการก่อน
  • ตั้งค่าป๊อปอัพเด้งขึ้นมาหลังจากผู้ใช้ไถหน้าเว็บไปแล้วประมาณครึ่งหนึ่ง
  • เป็นป๊อปอัพที่ยื่นข้อเสนอที่มีประโยชน์ต่อผู้ใช้จริงๆ
  • ไม่เป็นป๊อปอัพที่ขัดขวางการใช้งานเว็บไซต์
  • ข้อความบนป๊อปอัพตรงประเด็น กระชับครบถ้วนและได้ใจความ

7. Auto Play Video

การอัปโหลดหรือฝังวิดีโอไว้บนเว็บไซต์ของเราอาจไม่ใช่เรื่องดีนักในการทำ SEO เพราะส่งผลให้หน้าเว็บโหลดนานขึ้น หรือต่อให้โหลดเร็วแค่ไหนแต่วิดีโอที่เล่นอัตโนมัติส่งผลเสียต่อประสบการณ์การใช้งานเพราะผู้ใช้โดนขัดจังหวะโดยวิดีโอที่โพล่งขึ้นมาสุ่มสี่สุ่มห้าซึ่งรบกวนความสนใจของผู้ใช้ที่ต้องการอ่านเนื้อหาและกดปิดหนีไปในที่สุด

ใครที่อยากรู้สถานะเว็บไซต์ตัวเอง สามารถเข้าไปเช็คได้เลยที่ https://search.google.com/search-console/manual-actions

ที่มาข้อมูลจาก https://developers.google.com/search/docs/advanced/guidelines/get-started

Consent Banner

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.