การประเมินผลกระทบด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (DPIA) คืออะไร และบริษัทจำเป็นต้องทำไหม

หลายองค์กรที่มีการทำ PDPA กันไปแล้ว มักจะเกิดข้อสงสัยว่า องค์กรของตนจำเป็นต้องประเมินผลกระทบด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Protection Impact Assessment) หรือไม่ คำถามเหล่านี้มักจะเกิดจากผู้บริหารองค์กรที่อยากรู้ว่าองค์กรของตนเองมีความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากกฎหมาย PDPA รวมไปถึงหน้าที่และความรับผิดชอบที่ตามมาภายหลัง

วันนี้เราจะพาคุณมารู้จักกับการประเมินผลกระทบด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (DPIA) กันครับ ว่าคำนิยามคืออะไร ประโยชน์ของการจัดทำ DPIA ไปจนถึงขั้นตอนในการเตรียมความพร้อมเพื่อจัดทำ DPIA สำหรับองค์กรของคุณ 

DPIA คืออะไร ?  

DPIA เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรสามารถบริหารการจัดการความเสี่ยงด้านข้อมูลส่วนบุคคล (privacy risk) ได้อย่างเป็นระบบและเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า แนวคิดในเรื่องการจัดทำ DPIA นั้นแทรกซึมอยู่ในกฎหมายต่างประเทศ มาตรฐานสากลต่าง ๆ รวมไปถึงในกฎหมายไทยเอง เช่น GDPR, ISO และ PDPA  เป็นต้น โดยมีการระบุรายละเอียดแง่คิดในการประเมินผลกระทบด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่แตกต่างกัน เปรียบเทียบได้ตามตารางด้านล่างนี้

เปรียบเทียบความหมาย DPIA ตามกฎหมายและมาตรฐานสากล 

GDPRISOPDPA
กระบวนการที่จะช่วยให้คุณระบุ (identify) และ ลดความเสี่ยง (risk) ในการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล 
GDPR Article 35 
เครื่องมือสำหรับการประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับความเป็นส่วนตัวของกระบวนการ (process), ระบบข้อมูล (system), โปรแกรม (program) โมดูลซอฟต์แวร์ (module), อุปกรณ์ (device), หรือการเริ่มต้นอื่น ๆ ในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่สามารถระบุตัวตนได้ (PII) และ การปรึกษาหารือ (consultation) กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อดำเนินการตามความจำเป็นในการจัดการความเสี่ยงด้านข้อมูลส่วนบุคคลมีการกำหนดผลกระทบไว้หลายเรื่องด้วยกัน ดังนี้ 
มาตรา 19 การถอนความยินยอม ต้องไม่ส่งผลกระทบกับการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้ดำเนินการไป 
หากการถอนความยินยอมจะส่งผลกระทบกับเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องแจ้งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลให้ทราบ
มาตรา  23 (2) การแจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบ หากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลไม่ให้ข้อมูลส่วนบุคคลมาตรา 30 สิทธิการเข้าถึงข้อมูลและการรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคล (Right to access) หากการเข้าถึงข้อมูลและการรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลนั้นจะส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น
มาตรา  37 (4) การแจ้งเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล (Data breach notification) มาตรา 39, 40 การจัดทำบันทึกรายการกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (ROPA) หากกิจการขนาดเล็กมีการประมวลผลข้อมูลที่มีความเสี่ยงและผลกระทบต่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล

ประโยชน์ของการจัดทำ DPIA 

ในการจัดทำ DPIA นั้น นอกจากจะเป็นการประเมินความเสี่ยงและผลกระทบด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลแล้ว การจัดทำ DPIA ก็ยังมีประโยชน์ในอีกหลากหลายด้านสำหรับการบริหารจัดการภายในองค์กรของท่าน ดังนี้

  1. ช่วยให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมั่นใจว่าข้อมูลส่วนบุคคลจะได้รับการคุ้มครอง
  2. ช่วยให้องค์กรมีเอกสารหลักฐานที่สนับสนุนการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เช่น กรณีที่มีเหตุการละเมิด การฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือข้อร้องเรียน เป็นต้น
  3. ช่วยประเมินการจัดการข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลตามข้อตกลงในสัญญา 
  4. ช่วยให้ผู้บริหารองค์กรเข้าใจในเรื่องการจัดการความเสี่ยงด้านข้อมูลส่วนบุคคล ความตระหนัก ความรับผิดชอบ และภาพรวมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลภายในองค์กร รวมถึง ความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในทิศทางเดียวกัน และ เพื่อให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ทางธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์
  5. ช่วยให้โครงการ (Project) ในขั้นตอนแรกสุด มีความมั่นใจว่ากฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจะมีการพิจารณารวมอยู่ในข้อกำหนดการทำงาน ซึ่งอาจส่งผลให้โครงการไม่เกิดขึ้นหรือถูกยกเลิกหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงก็ได้ 
  6. เปิดโอกาสให้องค์กรทำความเข้าใจข้อกำหนดของกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและประเมินกิจกรรมตามข้อกำหนดเหล่านี้ โดยการนำข้อกำหนดมาพิจารณาสำหรับการออกแบบผลิตภัณฑ์หรือบริการและการส่งมอบงาน รวมถึงการตรวจสอบ การแก้ไขเปลี่ยนแปลงภายหลังการส่งมอบงานผ่านกระบวนการจัดการการเปลี่ยนแปลง
  7. ใช้เป็นเครื่องมือในการทำความเข้าใจความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัวในระดับหน้าที่งาน/โครงการ/หน่วยงาน เพื่อรวบรวมความเสี่ยงในการออกแบบนโยบายความเป็นส่วนตัวและกลไกการบังคับใช้ รวมถึงการปรับปรุงกระบวนการด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy by Design)

กิจกรรมที่ควรทำ  DPIA 

เพื่อความเข้าใจโดยละเอียด หลายองค์กรอาจจะยังไม่ทราบว่า องค์กรของตนนั้นเข้าข่ายที่จะต้องจัดทำ DPIA หรือไม่ ฉะนั้น เราจึงรวบรวมกิจกรรมต่อไปนี้ขึ้นมาเพื่อให้องค์กรได้พิจารณาและตรวจสอบ หากองค์กรของท่านมีการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามรายละเอียดดังต่อไปนี้ อาจเข้าข่ายที่ควรจัดทำ DPIA เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

  1. การทำโปรไฟลลิ่ง (Profiling) 
  2. การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหวจำนวนมาก 
  3. การจับคู่ เชื่อมโยงข้อมูล หรือ มีชุดข้อมูลส่วนบุคคลจากหลายแหล่ง
  4. การประมวลผลข้อมูลที่ใช้ที่เทคโนโลยี เช่น ลายนิ้วมือ การจดจำใบหน้า (Facial recognition) เพื่อเข้าอาคาร/สำนักงาน
  5. การติดตามตำแหน่งที่อยู่หรือพฤติกรรม (Tracking)
  6. การเก็บรวบรวมข้อมูลจากแหล่งอื่นที่ไม่ใช่จากเจ้าของข้อมูลโดยตรงและไม่มีการแจ้งเตือน
  7. การตลาดแบบเฉพาะเจาะจงต่อผู้เยาว์ ผู้ไร้ความสามารถ หรือ ผู้เสมือนไร้ความสามารถ (Target marking)
  8. การประมวลผลที่อาจเกิดอันตรายต่อร่างกาย (Risk of physical harm)
  9. เมื่อมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงด้านกฎหมาย นโยบายภายใน หรือการไหลเวียนของข้อมูล (Data flow) 
  10. การขยายธุรกิจ (Business expansion or acquisition)

ขั้นตอนการจัดทำ DPIA 

ในการเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดทำการประเมินผลกระทบด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลนั้น องค์กรของคุณจำเป็นจะต้องวางแผนและเข้าใจภาพรวมขั้นตอนสำคัญ ๆ ก่อนที่จะสามารถลงรายละเอียดแต่ละกิจกรรมและกระบวนการที่จะเกิดขึ้นได้ ฉะนั้น สำหรับขั้นตอนการจัดทำ DPIA นั้น จะแบ่งเป็น 3 Phases ใหญ่ๆ ดังนี้

ความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัว (Privacy Risks)

การประเมินความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัวนั้นจำเป็นต้องพิจารณาถึงผลกระทบ (Impact) และ โอกาสที่อาจจะเกิดขึ้น (Likelihood) ว่ามีมากน้องเพียงใดเพื่อให้องค์กรสามารถทราบผลคะแนนความเสี่ยง (Privacy risk score) ซึ่งจะช่วยให้องค์กรจัดลำดับความสำคัญ (Risk rating) และ บริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างตรงจุด 

การลดความเสี่ยงด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Protection Risks)

  • การลดความเสี่ยง (Risk Reduction) – เป็นการบรรเทาความเสี่ยงโดยลือกการควบคุมที่เหมาะสม (appropriate controls) เช่น การนำมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยมาบังคับใช้กับกระบวนการทำงานภายในองค์กร เป็นต้น
  • การยอมรับความเสี่ยง  (Risk Retention) – เป็นการคงความเสี่ยง โดยไม่ใช้การควบคุมเพิ่มเติม ก็คือเป็นการยอมรับความเสี่ยงหากมีผลกระทบเกิดขึ้นต่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งองค์กรก็ต้องพิจารณาในเรื่องค่าใช้จ่ายในเรื่องการจัดการความเสี่ยงและประโยชน์ที่ตามมานั่นเองครับ
  • การหลีกเลี่ยงความเสี่ยง  (Risk Avoidance) – การยกเลิกหรือหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่วางแผนไว้หรือที่มีอยู่ หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขสำหรับการดำเนินกิจกรรมที่อาจมีความเสี่ยง
  • การโอนย้ายความเสี่ยง (Risk Transfer) – เป็นการถ่ายโอนความเสี่ยงไปยังภายนอก โดยองค์กรอาจพิจารณาจัดทำประกันภัยไซเบอร์ หรือการจ้างบุคคลภายนอกให้ประมวลผลข้อมูลหรือทำกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อข้อมูลแทน เป็นการโอนความเสี่ยงต่อให้กับผู้ให้บริการภายนอก เป็นต้น 

แม้ว่ากฎหมาย PDPA จะไม่ได้มีการกำหนดการจัดทำ DPIA ไว้อย่างชัดเจน แต่อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่าการจัดทำ DPIA นั้น มีความสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรสามารถคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพทำให้ผู้บริหารมองเห็นความเสี่ยงได้หลากหลายมิติ และที่สำคัญยังใช้เป็นเอกสารหลักฐานสนับสนุนการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ได้อีกด้วย 

หากท่านยังไม่พร้อมหรือยังไม่แน่ใจว่าองค์กรของท่านนั้นเข้าข่ายหรือมีความเสี่ยงที่จะต้องจัดทำการประเมินผลกระทบด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (DPIA) หรือยัง หรือมีการปฏิบัติตามมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยตามที่ PDPA กำหนด ครบ เพียงพอหรือถูกต้องแล้วหรือยัง ท่านสามารถติดต่อขอรับคำปรึกษากับเราได้ฟรีที่ Predictive ทางเรามีบริการให้คำปรึกษา จัดทำเอกสารทางกฎหมายที่จำเป็น การอบบรมเกี่ยวกับความรู้พื้นฐานของ PDPA และแนวทางปฏิบัติสำหรับทุกแผนกในบริษัท  รวมไปจนถึง PDPA Audit ที่จะเข้าไปตรวจสอบและไขข้อข้องใจว่าองค์กรของท่านต้องดำเนินการอย่างไรเพิ่มเติมบ้างเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมาย PDPA ฉบับนี้ ท่านสามารถติดต่อ Predictive เพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้เลย เรายินดีให้คำปรึกษาเบื้องต้นโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ขอบคุณที่อ่านกันมาจนถึงตรงนี้ครับ

Consent Banner

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.