ธุรกิจเราตอนนี้อยู่ในระยะไหน เหมาะกับการใช้ Marketing Automation หรือยัง

ในยุคที่มีการแข่งขันทางการตลาดสูง นักการตลาดทุกคนก็ต่างมองหาเครื่องมือที่จะมาช่วยทุ่นแรง เพื่อให้ธุรกิจเติบโตไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ Marketing Automation หรือ การตลาดอัตโนมัติถือเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่เปรียบได้กับเชื้อเพลิงที่ทำให้ประกายไฟขนาดย่อมขยายอาณาเขตได้ทั่วถึงทุกพื้นที่มากยิ่งขึ้น การทำ Marketing Automation ให้กับสินค้าหรือบริการที่ยอดเยี่ยมอยู่แล้ว จะยิ่งทำให้สามารถเพิ่มยอด และ ขยายธุรกิจได้อีกด้วย ถึงแม้ว่า Marketing Automation จะมีประโยชน์ต่อธุรกิจในหลายๆด้าน แต่หลายคนอาจจะยังมีคำถามกันอยู่ว่าแล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าธุรกิจของเราเหมาะที่จะลงทุนกับการใช้ Marketing Automation หรือยัง ในบทความนี้มีคำตอบค่ะ

การที่เราจะสามารถรู้ได้ว่าถึงเวลาแล้วที่ธุรกิจเราควรจะหันมาใช้ Marketing Automation อันดับแรกเลยเราต้องรู้ก่อนว่าตอนนี้ธุรกิจเราอยู่ในระยะไหนในวัฏจักรธุรกิจ (Business Life Cycle) เราสามารถแบ่งวัฏจักรนี้ได้เป็น 5 ระยะ คือ Seed, Early, Growth, Expansion และ Exit ในแต่ละระยะก็จะมีจุดประสงค์ที่แตกต่างกันไป ซึ่งไม่ใช่ว่าทุกระยะจะต้องการ Marketing Automation เข้าไปจัดการธุรกิจเสมอไป ที่นี้เรามาดูจุดประสงค์ และ ความเหมาะสมในการใช้เครื่องมือทางการตลาดในแต่ละระยะของวงจรกัน

ระยะที่ 1: Seed and development (ช่วงเพาะเมล็ดพันธุ์)

ลักษณะ

จุดเริ่มต้นของธุรกิจทุกธุรกิจ ซึ่งจะยังอยู่ในระยะการรวบรวมไอเดีย และ การคิดคอนเซปท์ เป้าหมายในระยะนี้ คือ 

  • การกำหนดแนวคิดที่ให้แนวทางการแก้ไขปัญหาที่สอดคล้องกับโลกแห่งความเป็นจริง 
  • การสร้าง Traffic สร้างโอกาสในการขาย และ สร้างคอนเทนต์ต่างๆออกมาเพื่อเพิ่ม Awareness และความต้องการให้กับผลิตภัณฑ์ก่อนการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ
  • การสร้าง Prototype หรือ Minimum Viable Product (MVP) ผลิตภัณฑ์ตัวอย่างที่มีฟีเจอร์หลักอยู่ไม่กี่ฟังก์ชัน เพื่อให้สามารถนำไปทดสอบตลาด และประเมินตลาดได้ ก่อนที่จะนำมาพัฒนาจนเป็น Product ที่สมบูรณ์
  • การเข้าถึงตลาดผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม โดยทำการตรวจสอบไอเดียที่เรามีกับกลุ่มลูกค้าในอุดมคติที่วางเอาไว้

ควรใช้ Marketing Automation หรือไม่ 

ยังไม่แนะนำให้ใช้ Marketing Automation: เนื่องจากในช่วงเริ่มต้น Traffic ที่เข้ามา ขนาดหรือจำนวนลูกค้าจะยังมีไม่มากพอจะเก็บไว้เป็นฐานข้อมูลลูกค้าในระยะ Seed and development นี้จึงยังไม่เหมาะสมที่จะกระโดดลงไปทำ Marketing Automation ทันที แต่ควรเริ่มต้นจากการหาโอกาสในการขายด้วยตนเอง พูดคุยกับกลุ่มคนที่มีโอกาสในการเทิร์นมาเป็นลูกค้า เพื่อรวบรวมคำแนะนำ feedback ต่างๆเพื่อนำไปปรับปรุง และทำยอดขายแบบ High-Touch

ระยะที่ 2: Early (ช่วงเริ่มต้น)

ลักษณะ

หลังจากที่ตัว Prototype หรือ MVP ของเราเป็นที่ยอมรับในกลุ่มลูกค้าในอุดมคติแล้ว คราวนี้ธุรกิจก็พร้อมที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ในระยะช่วงเริ่มต้นนี้ การสร้างแบรนด์ และการสร้างฐานลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญ ควบคู่ไปกับการรักษา cash flow ให้ไหลเวียนได้อย่างต่อเนื่องไม่สะดุด เป้าหมายในระยะนี้ คือ

  • การหากลุ่มลูกค้าใหม่ๆ
  • การรับ feedback อย่างรวดเร็ว และพัฒนาปรับปรุงผลิตภัณฑ์ไปเรื่อยๆ (จนกว่าจะได้เวอร์ชันที่ดีที่สุด ณ ช่วงเวลานั้น)
  • การสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ และการจ้างทรัพยากรบุคคลที่เหมาะสม

ควรใช้ Marketing Automation หรือไม่ 

ในช่วงเริ่มต้นของบริษัท การว่าจ้างถือเป็นสิ่งที่สามารถสร้างหรือทำลายความสำเร็จของธุรกิจได้ การจ้างบุคคลที่ถูกต้องสามารถเปลี่ยนเส้นทางของบริษัทคุณให้เติบโตได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตามโดยส่วนใหญ่แล้วบริษัทที่เพิ่งเปิดใหม่ก็มักจะหาผู้มีความสามารถที่มีคุณสมบัติเหมาะสมมาร่วมงานด้วยได้ไม่มากนัก เนื่องจากทรัพยากร (ต้นทุนและเครื่องมือ) ยังมีไม่มากพอ 

การที่บริษัทเพิ่งเปิดใหม่ ในช่วงแรกจะยังไม่ได้มีงบประมาณ และทีมงานจำนวนมากนัก ดังนั้นการใช้ Marketing Automation เข้ามาช่วยจะสามารถลดค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการ ช่วยให้สามารถรักษาผลกำไร ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของบริษัท นอกจากนั้นเครื่องมือนี้ยังสามารถชดเชยการขาดทักษะ ทำงานอัตโนมัติแทนการสรรหาบุคลากรใหม่ และบรรเทาแรงกดดันจากการทำงานที่ต้องใช้เวลานาน เช่น การเลือกใช้เครื่องมือสร้างช่องทางการขาย Plug-and-Play แบบง่ายๆแทนที่จะจ้าง Web Developer เพื่อมาเขียนเว็บไซต์ให้ หรือ การใช้ซอฟต์แวร์ Chatbot, Email Marketing แทนการจ้างเจ้าหน้าที่การตลาดแบบเต็มเวลาเพื่อทำการตอบรับลูกค้า

ระยะที่ 3: Growth and establishment (ช่วงเติบโต)

ลักษณะ

หลังจากที่ธุรกิจเปิดตัวมาได้ระยะหนึ่งแล้วก็จะเข้าสู่ระยะเติบโต อุปสงค์ของตลาด (Market Demand) สำหรับผลิตภัณฑ์อยู่ในระดับสูงขึ้น ธุรกิจเฟื่องฟูในแง่ของการหาลูกค้าใหม่และลูกค้าซื้อซ้ำเป็นประจำ 

บริษัทที่อยู่ในระยะนี้ส่วนใหญ่จะประสบปัญหาเรื่องการได้มาซึ่งเวลาและงบประมาณที่มากขึ้น ธุรกิจต้องจัดระบบช่องทางการขาย มุ่งเน้นไปยังสิ่งที่ขับเคลื่อนผลลัพธ์ และกำจัดสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ให้ได้มากที่สุด โดยลดระยะเวลาในการหาลูกค้าใหม่ และโฟกัสการสร้างกระบวนการของทีมให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ธุรกิจที่อยู่ในระยะนี้มักลงทุนไปกับการตลาดและการขายเฉลี่ยแล้ว 50-75% ของงบประมาณเลยทีเดียว เป้าหมายในระยะนี้ คือ

  • การสร้างแผนระยะยาวในการสร้างกระแสรายได้ที่เกิดซ้ำ และการรักษาลูกค้า
  • การเติมเต็ม Customer Journey ด้วยการพัฒนาช่องทางการทำการตลาดด้วยการสร้าง และเผยแพร่เนื้อหาในรูปแบบของ บทความ รูปภาพ เสียง หรือ วีดีโอ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการรับรู้ สนใจ และติดตามแบรนด์ (Brand Awareness) หรือ การทำ Retargeting Ads เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายที่ต้องการกลับมาสนใจหรือใช้บริการธุรกิจเราอีกครั้ง
  • การจัดระบบการจัดการช่วยเหลือลูกค้า บริหารความสัมพันธ์อันดีระหว่างเราและลูกค้าให้เป็นลูกค้าของเราที่ยั่งยืน (Customer Relationship Management)
  • การรักษาผู้ที่มีศักยภาพในการทำงานระดับสูงไว้ภายในบริษัท 
  • สร้างรากฐานเพื่อรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืนโดยสร้างแนวทางปฏิบัติของทีมในขั้นต้น

ควรใช้ Marketing Automation หรือไม่ 

กุญแจสำคัญของบริษัทที่อยู่ในระยะการเติบโตคือความเด็ดขาดมั่นใจกับกระบวนการขายตาม Customer Journey ทั้งนี้ธุรกิจควรเพิ่มประสิทธิภาพในส่วน Touchpoint ต่างๆ ซึ่งก็คือช่องทางที่เราสามารถสัมผัสกับลูกค้าได้ ทั้งแบบ Offline เช่น หน้าร้าน หรือ คอลเซ็นเตอร์ และแบบ Online เช่น Website, Facebook, Line, Email เป็นต้น 

ในระยะนี้ Marketing Automation จะเข้ามาช่วยในส่วนของการสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลัก และเป็นการสื่อสารกับลูกค้า เช่น การทำ Email Onboarding หรือการส่ง Email ต้อนรับเข้าสู่ระบบหาลูกค้าหลังจากที่มีการสมัครใช้บริการฟรีในเดือนแรก เป็นต้น นอกจากนั้นยังเข้ามาช่วยจัดการในเรื่องทรัพยากรบุคคล ติดตั้งซอฟต์แวร์บริหารจัดการโครงการหรือโปรเจ็กต์ต่างๆ (Project Management Software) ภายในทีม แผนก และองค์กร ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

ระยะที่ 4: Expansion (ช่วงขยายตัว)

ลักษณะ

หลังจากบริษัทเปิดตัวมาได้ระยะใหญ่ได้เข้าสู่ช่วงที่เติบโตในวงจรชีวิตธุรกิจอย่างเต็มที่ เป้าหมายในระยะนี้ คือ 

  • การลงทุนในนวัตกรรมใหม่ๆเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาด (Market Share)
  • การแสวงหาโอกาสทางการขายทั้งแบบจูงใจให้ลูกค้ายอมจ่ายเงินมากขึ้นเพื่อสินค้าที่อัพเกรดกว่าเดิม (Upselling) และ โน้มน้าวให้ลูกค้าซื้อสินค้าหรือบริการที่มีความเกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์หลัก (Cross-selling) กับกลุ่มลูกค้าปัจจุบัน 
  • การสร้างความสอดคล้องกันในทุกแผนกเพื่อให้แน่ใจว่าการดำเนินงานของพนักงานทุกคนสอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจ วิสัยทัศน์ และพันธกิจ

ควรใช้ Marketing Automation หรือไม่ 

ในช่วงขยายตัวของธุรกิจนั้น การรวมซอฟต์แวร์ต่างๆเข้าด้วยกันมีความสำคัญต่อระบบการทำงานอัตโนมัติ (Automation) โดยรวมของธุรกิจ ตัวอย่างเช่น การเพิ่มพลังการทำงานร่วมกับเครื่องมือการขายและการตลาดหลากหลายประเภท เช่น 

  • การใช้เครื่องมือลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) ในการเก็บข้อมูลลูกค้าจากทุกช่องทาง ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ สร้างประสบการณ์ที่ประทับใจให้แก่ลูกค้าใหม่และลูกค้าประจำ ด้วยการมีคูปองส่วนลด บัตรสะสมแต้ม หรือ ระบบรางวัล และสิทธิพิเศษ (Loyalty Program) เพื่อเก็บข้อมูลเป็นรายงานเชิงลึก ทั้งข้อมูลลูกค้า และพฤติกรรมการซื้อ (Purchasing Behavior) 
  • การใช้แพลตฟอร์มโฆษณา เช่น Facebook, Instagram, TikTok, Youtube 
  • การสร้างระบบเรียกเก็บเงินอัตโนมัติ (Payment Gateway) 
  • การใช้เครื่องมือจัดตารางงาน เช่น Google Calendar 
  • การใช้แอพพลิเคชันสื่อสารในทีม เช่น Slack 

ระยะที่ 5: Exit and renewal (ช่วงอิ่มตัว)  

ลักษณะ

พอธุรกิจมีการเติบโตเต็มที่จนถึงจุดอิ่มตัวแล้ว บางครั้งก็ต้องเติบโตไปพร้อมกับผลกำไรที่ยั่งยืน และพนักงานที่ภักดีที่สมควรได้รับการพักผ่อนระยะยาว โดยส่วนมากธุรกิจในระยะนี้จะมีสถานะทางการเงินที่แข็งแรง ซึ่งทำให้เป็นเป้าหมายที่น่าสนใจสำหรับการควบรวมกับบริษัทยักษ์ใหญ่ จนไปถึงการซื้อกิจการ หรือบางทีธุรกิจอาจจะเดินไปถึงจุดที่แยกไลน์ผลิตภัณฑ์หรือบริการออกมาเป็นตัวอื่นๆ และเติบโตเป็นกลุ่มย่อยที่กว้างขึ้น สิ่งที่ผู้ประกอบการโฟกัสในระยะสุดท้ายของวฏจักรนี้ คือ

  • การที่ธุรกิจจะคงอยู่ไปได้อีกนานแค่ไหน 
  • การจัดการระบบการไหลเวียนของเงินในบริษัท 
  • การขยายธุรกิจเพิ่มอีก
  • การหาช่องทางและดำเนินการตามกลยุทธ์เพื่อออกจากธุรกิจนี้

ควรใช้ Marketing Automation หรือไม่

แม้ว่าการถอนตัวออกหรือการขยายตัวเพิ่มเติมจะเป็นเป้าหมายสุดท้ายของธุรกิจในระยะอิ่มตัว อย่างไรก็ตาม Data ที่เก็บรวบรวมได้ทั้งภายในและภายนอกบริษัทถือเป็นสิ่งที่มีมูลค่ามาก เนื่องจากสามารถนำไปต่อยอดในการทำการตลาดในอนาคต ในกรณีที่ยังมีการขยายธุรกิจย่อยภายใต้บริษัทเดิม หรือ การเปิดบริษัทใหม่แต่ยังมีความต้องการว่าจ้างพนักงานทีมเดิมให้เข้ามาร่วมทีมเพื่อทำให้ธุรกิจใหม่เติบโตไปด้วยกัน ในระยะอิ่มตัวนี้จะเปรียบเสมือนกับการนับหนึ่งใหม่หรือการกลับไปสู่ระยะเริ่มต้นของวัฏจักรธุรกิจ

หลังจากที่เราสามารถประเมินสถานการณ์ของธุรกิจว่าอยู่ในขั้นไหนเรียบร้อยแล้ว คราวนี้ก็จะรู้แล้วว่าเราสมควรลงทุนกับการทำ Marketing Automation ตอนไหน และเลือกใช้เครื่องมือไหนถึงจะเหมาะสม แต่ถ้าหากว่ายังไม่แน่ใจว่าควรจะเริ่มต้นจากตรงไหนดีในการประเมินการทำ Marketing Automation สามารถติดต่อทาง Predictive เพื่อรับคำปรึกษาจากเราฟรีในเบื้องต้นได้เลยค่ะ 

Consent Banner

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.