บทลงโทษที่จะมีผลหลังจาก PDPA ประกาศบังคับใช้

บทลงโทษที่จะมีผลหลังจาก PDPA ประกาศบังคับใช้

เป็นเวลากว่า 6 เดือนแล้วที่กฎหมาย PDPA บังคับใช้ทั้งฉบับ แต่ทว่าหลายภาคส่วนยังมีข้อกังวลถึงความพร้อมในการปฏิบัติตามทั้งเรื่องของเอกสาร กระบวนการทำงานภายใน รวมไปถึงระบบบริหารจัดการหลังบ้านต่างๆ

กระทรวงดิจิทัลเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ จึงได้ประกาศผ่อนปรนการลงโทษต่อไปอีก 1 ปี เป็นการขยายระยะเวลา grace period เพื่อผ่อนคลายความกังวลโดยเฉพาะในภาคเอกชน โดยย้ำว่าในช่วงแรกของการบังคับใช้กฎหมายนั้น เป้าหมายคือการให้ความรู้และการตักเตือน โดยไม่พิจารณาถึงบทลงโทษ เนื่องจากไม่ต้องการสร้างภาระให้แก่ผู้ประกอบการจนเกินไป อย่างไรก็ตาม เวลาก็ล่วงเลยมาได้เกินครึ่งทางแล้ว ซึ่งในระหว่างนี้เอง สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลก็ได้ออกมาเปิดเผยสถิติการร้องเรียนหน่วยงานเอกชน สูงถึง 83 % สำหรับการฝ่าฝืน PDPA

ฉะนั้น อีกไม่ถึง 6 เดือน การผ่อนปรนก็จะหมดลง  ซึ่งนั่นหมายความว่า จะมีการลงโทษตามที่กำหนดไว้ใน PDPA กันอย่างจริงจัง ที่สำคัญ ณ เวลานี้ต้องยอมรับว่า ประชาชนนั้นตื่นตัวกับกฎหมายฉบับนี้เป็นวงกว้างมากขึ้น เนื่องจากเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลและสิทธิความเป็นส่วนตัวของตนเอง แม้จะยังมีการเข้าใจผิดหรือสับสนอยู่บ้าง แต่ก็ทำให้สังคมตระหนักและตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยการนำมาประยุกต์ใช้จริงนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ทำให้เหล่าบริษัท/ผู้ประกอบการ มีหน้าที่สำคัญที่ต้องสื่อสารกับลูกค้า คู่ค้า พนักงาน และบุคคลภายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องได้ทราบถึงวิธีการปฏิบัติต่อข้อมูลส่วนบุคคลที่สอดคล้องกับกฎหมาย PDPA ด้วยความโปร่งใส่และชัดเจน ซึ่งหากจะทำเช่นนั้นได้ บริษัทหรือองค์กรเองก็ต้องมีความรู้ความเข้าใจในตัวกฎหมาย PDPA ฉบับนี้ รวมไปจนถึงประกาศ ข้อบังคับที่ตามมา เพื่อที่จะได้ทราบถึงบทบาท หน้าที่และความรับผิดชอบของตนเอง

ประเด็นสำคัญคือเรื่องของบทลงโทษ

ประเภทของ บทลงโทษ จากการไม่ปฏิบัติตาม PDPA

สำหรับบทลงโทษที่กำลังจะบังคับใช้หลังหมดระยะเวลาของการผ่อนปรนนั้น อยากให้ทุกท่านได้ทราบถึงรายละเอียดเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องในการปรับใช้กฎหมายนี้กับองค์กรครับ

ตามที่กฎหมายฉบับนี้กำหนดไว้ PDPA นั้นจะมีโทษด้วยกัน 3 ทาง ดังนี้

  1. โทษทางอาญา สำหรับโทษทางอาญา ถือเป็นจุดสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการต่างตื่นตัว นั่นก็เพราะว่าโทษทางอาญานั้นไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเงินที่เป็นโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 500,000 ถึง 1 ล้านบาท แต่ยังหมายความรวมไปถึงโทษจำคุกด้วย ซึ่งสามารถโดนโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 6 เดือน ถึง 1 ปี ได้อีกด้วยครับ หรือทั้งจำทั้งปรับ ยกตัวอย่างเช่น เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับที่เกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว ซึ่งอาจจะทำให้ผู้อื่นเกิดความเสียหาย เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย เป็นต้น
  2. โทษทางแพ่ง สำหรับโทษทางแพ่งนั้นจะคำนวณจากค่าเสียหายตามจริง อย่างไรก็ตาม ศาลมีดุลยพินิจสามารถใช้อำนาจสั่งปรับเพิ่มสำหรับค่าสินไหมทดแทนได้อีกไม่เกิน 2 เท่าของค่าเสียหายตามจริง ยกตัวอย่างเช่น หากผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลฝ่าฝืน PDPA ทำให้เกิดความเสียหายต่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (Data Subject) ไม่ว่าจะเกิดจากการจงใจหรือประมาทเลินเล่อก็ตาม เป็นต้น
  3. โทษทางปกครอง สำหรับโทษทางปกครองนั้น ยกตัวอย่างเช่น หากบริษัทไม่ขอความยินยอมตามแบบที่กฎหมายกำหนด หรือไม่แจ้งผลกระทบจากการถอนความยินยอม   อาจโดนปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือหากมีการขอความยินยอมโดยหลอกลวงให้เจ้าของข้อมูล (Data Subject) เข้าใจผิดในวัตถุประสงค์ของการประมวลผลข้อมูล อาจโดนปรับไม่เกิน 3 ล้านบาท ซึ่งถ้าหากเป็นในส่วนของข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหวก็สามารถโดนปรับไม่เกิน 5 ล้านบาทได้เลยครับ

บริษัทของท่านคงไม่อยากเป็นเคสแรกหรือเคสตัวอย่างของประเทศไทยใช่หรือไม่

ฉะนั้น รากฐานที่สำคัญที่สุดในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล  ก็คือ การสร้างความตระหนักรู้ให้บุคลากรภายในองค์กร ( Build Awareness ) และการมีระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งถือเป็นความท้าทายของทุกองค์กร ว่าในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อประโยชน์ขององค์กร กับการไม่เบียดเบียนสิทธิความเป็นส่วนตัวของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลนั้น จุดกึ่งกลางหรือจุดสมดุลสมควรจะอยู่ที่ตรงไหน และจะใช้เกณฑ์อย่างไรในการตัดสินหรือพิจารณาเพื่อไม่ให้ละเมิดกฎหมาย PDPA

โดยในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลนั้น ก็ต้องคำนึงถึง 3 เสาหลักสำคัญของ Data Security อันได้แก่ Confidentiality, Integrity และ Availibility

  • Confidentiality คือ การปกปิดข้อมูลหรือทรัพยากร ที่มีความจำเป็นต้องเก็บรักษาความลับของข้อมูลที่เกิดจากการใช้คอมพิวเตอร์ในด้านที่ละเอียดอ่อน เช่น การเข้ารหัส หรือ การแฝงข้อมูลเป็นต้นนั่นเองครับ
  • Integrity คือ ความน่าเชื่อถือของข้อมูลหรือทรัพยากรและมักจะเป็นประโยคในแง่ของการป้องกันการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เหมาะสมหรือไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งหมายถึงความถูกต้องของข้อมูล ข้อมูลที่ถูกส่ง หรือจัดเก็บ ต้องไม่ถูกแก้ไขโดยผู้ที่ไม่มีสิทธิครับ
  • Availability คือ ความสามารถในการใช้ข้อมูลหรือทรัพยากรที่ต้องการ ความพร้อมใช้งานเป็นสิ่งสำคัญด้านความน่าเชื่อถือเช่นเดียวกับการออกแบบระบบ เนื่องจากระบบที่ใช้งานไม่ได้ก็ไม่ต่างจากการไม่มีระบบเลยนั่นเองครับ

จะเห็นได้ว่า ระยะเวลา grace period เพื่อให้ผู้ประกอบการได้มีเวลาเตรียมตัวและปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับกฎหมายนั้นกำลังจะหมดลงแล้วในระยะเวลาอีกเพียงไม่กี่เดือน เพราะฉะนั้นหมายความว่า เมื่อครบกำหนดระยะเวลาผ่อนปรน บทลงโทษของกฎหมายฉบับนี้ก็จะเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างจริงจังในเดือนมิถุนายน ปี 2566 นี้นั่นเองครับ ฉะนั้นเหล่าผู้ประกอบการจึงไม่สามารถอ้างได้ว่าตนนั้นไม่รู้ หรือไม่มีเวลาได้เตรียมตัวในการปฏิบัติตามกฎหมายฉบับนี้อีกต่อไปครับ 

หากท่านยังไม่พร้อมหรือยังไม่แน่ใจว่าองค์กรของท่านนั้นปฏิบัติตาม PDPA ครบแล้วหรือยัง ท่านสามารถติดต่อขอรับคำปรึกษากับเราได้ฟรีที่ Predictive ทางเรามีบริการให้คำปรึกษา จัดทำเอกสารทางกฎหมายที่จำเป็น การอบบรมเกี่ยวกับความรู้พื้นฐานของ PDPA และแนวทางปฏิบัติสำหรับทุกแผนกในบริษัท  รวมไปจนถึง PDPA Audit ที่จะเข้าไปตรวจสอบและไขข้อข้องใจว่าองค์กรของท่านต้องดำเนินการอย่างไรเพิ่มเติมบ้างเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมาย PDPA ฉบับนี้ ท่านสามารถติดต่อ Predictive เพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้เลย เรายินดีให้คำปรึกษาเบื้องต้นโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ขอบคุณที่อ่านกันมาจนถึงตรงนี้ครับ

Consent Banner

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.