Engagement GA4

Engagement ตัวช่วยใหม่ใน GA4 ให้คนทำ SEO ปั้นเว็บไซต์ไปถูกทาง

เมื่อ Google Universal Analytic แบบเดิมที่เราเคยใช้กำลังจะปรับเปลี่ยนไปสู่ Google Analytic 4 (GA4) โดยสมบูรณ์ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2023 หากว่าเราได้ติดตั้ง GA4 เรียบร้อยในตอนนี้แล้วอาจจะพอคุ้นตากับ Metrics ใหม่ๆที่เพิ่มขึ้นมาใน Report หนึ่ง Metrics สำคัญที่คนทำ SEO ต้องให้ความสนใจคือ Engagement ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดเพื่อบอกว่าเว็บไซต์ของเรามีประสิทธิภาพเพียงพอแล้วหรือยัง และควรปรับการทำ SEO อย่างไรเพื่อเพิ่ม Engament Rate ให้กับเว็บไซต์

Engagement คืออะไรใน GA4 

Engagement ใน GA4 หมายถึง การกระทำใดๆ ก็ตามของผู้ใช้ที่เกิดขึ้นบนเว็บไซต์ของเรา ไม่ว่าจะเป็นการเลื่อนอ่านเนื้อหาบนหน้าเว็บไซต์ การกดอ่านรายละเอียดของสินค้า การกดเล่นคลิปวิดีโอ และแม้ว่าจะไม่มีการคลิกอะไรเลย แต่ การใช้เวลาอยู่บนหน้าเว็บไซต์เป็นอยู่ช่วงขณะหนึ่ง ก็นับเป็น Engagement เช่นกัน

Engagement จึงเป็นสิ่งที่ช่วยบอกว่าเนื้อหาบนเว็บไซต์ของเรานั้นมีประโยชน์และน่าสนใจเพียงพอที่จะทำให้ผู้ใช้มีส่วนร่วมกับเว็บไซต์หรือไม่

Engagement มีอะไรให้วิเคราะห์บ้าง

เพราะ Engagement โฟกัสที่การมีส่วนร่วมของผู้คนเป็นหลัก จึงช่วยคนทำ SEO วิเคราะห์พฤติกรรมบนเว็บไซต์ของผู้ใช้ได้อย่างเฉพาะเจาะจงและแม่นยำได้ดีกว่า โดยสามารถรู้ได้จาก Reports ใน GA4 เลือก Acquisition และเลือกดูต่อที่ User Acquisition ซึ่งแจกแจงออกมาได้ดังนี้

Engagement GA4
  • Engaged Sessions หมายถึง จำนวน Sessions ที่เกิดขึ้นเมื่อผู้ใช้อยู่บนหน้าเว็บนานกว่า 10 วินาที หรือ มี Conversion Event เกิดขึ้น หรือ เปิดหน้าเว็บไซต์ 2 หน้าขึ้นไป 
  • Engagement Rate หมายถึง อัตราการเกิด Engaged Sessions คำนวนจากจำนวน Engaged Sessions หารด้วยจำนวน Sessions ทั้งหมด (Engaged Sessions) / (Total Sessions) 
  • Engaged Sessions Per User หมายถึง จำนวน Sessions ที่เกิดขึ้นต่อ 1 User โดยประมาณ (Engaged Sessions/Users)
  • Avg. Engagement Time หมายถึงระยะเวลาโดยประมาณที่ผู้ใช้มีส่วนร่วมอยู่บนหน้าเว็บ

ทำ SEO อย่างไร เพื่อเพิ่ม Engagement Rate ให้ดีกว่าเดิม

อย่างที่รู้กันดีแล้วว่า เนื้อหาบนเว็บไซต์เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ใช้สนใจที่จะอยู่บนหน้าเว็บ การผลิตเนื้อหาที่มีประโยชน์ ตอบคำถามที่ผู้ใช้สงสัย และ ให้ข้อมูลสำคัญที่ถูกต้องเชื่อถือได้ ล้วนเป็นการทำ On-Page SEO เพื่อคุณภาพของเว็บไซต์ที่ดี ทั้งนี้การเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์สามารถทำได้ด้วยวิธีต่างๆ ดังนี้

  • เช็คความเร็วในการโหลดของเว็บไซต์ (Page Speed) เพราะแม้จะตั้งใจทำเนื้อหาที่มีคุณภาพมาอย่างดีแล้วแต่หากหน้าเว็บของเราใช้เวลาโหลดนานกว่าปกติ เช่นมีขนาดไฟล์ภาพที่ใหญ่เกินไป ล้วนมีสิทธิทำให้ผู้ใช้กดปิดก่อนจะได้อ่านเช่นกัน 
  • เช็คว่าเว็บไซต์รองรับกับการใช้งานบนมือถือดีแล้วหรือยัง (Mobile – Friendliness) เพราะในเชิงดาต้าแล้ว ผู้คนเปิดอ่านเนื้อหาบนเว็บบนมือถือเป็นหลัก หากเว็บไซต์แสดงผลบนหน้าไม่ดีนัก อ่านยาก ตัวอักษรเล็กเกินไป หรือ ป๊อปอัพเด้งขึ้นมาบังเนื้อหา ล้วนมีส่วนให้ผู้ใช้กดปิดเช่นกัน
  • เช็ค Technical SEO Issues เพราะคงไม่ดีนักหากผู้ใช้เปิดหน้าเว็บเรามาเจอ 404 Not Found แทนที่จะเป็นเนื้อหาสำคัญ คนทำ SEO จึงควรแก้ไขส่วนของ Response Code ไม่ว่าจะ Temporary Redirection หรือ Server Error อย่างสม่ำเสมอ 
  • เช็คองค์ประกอบของ On – Page SEO เช่น Title, Meta Description, Heading Tag ว่าครบถ้วนและได้ใจความ เพื่อให้การเลื่อนอ่านเนื้อหามีความลื่นตาไม่ติดขัดและทำความเข้าใจกับเนื้อหาได้ง่ายขึ้น
  • ใส่ใจกับ Internal Links เพราะการใส่ลิงก์ไปยังบทความอื่นๆ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์ยิ่งช่วยให้ผู้อ่านสมัครใจที่จะใช้เวลาอยู่กับเว็บไซต์มากขึ้น รวมทั้งการเลือกบทความแนะนำมาแสดงผลก็ควรเลือกที่สอดคล้องเชื่อมโยงกับเนื้อหาหน้านั้นๆ เพื่อให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้

อ่านเพิ่มเติม : Bounce rate vs Engagement rate มีอะไรเปลี่ยนไปใน GA4

ที่มาข้อมูล Analytics Help

Consent Banner

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.