กรณีศึกษา แบรนด์ใช้ A/B testing อย่างไร ให้ Conversion Rate เพิ่มเป็นเท่าตัว

โดยทั่วไปนั้น Conversion Rate จะอยู่ที่ 2-10% แต่คุณรู้ไหมว่ามีแบรนด์ที่ทำให้ตัวเลขตรงนี้เพิ่มขึ้นมาเป็นเท่าตัวได้ จากการปรับเปลี่ยนองค์ประกอบบางอย่างบนเว็บไซต์เพียงเล็กน้อย

ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ขนาดเล็กหรือใหญ่ก็ตาม อาจจะเคยเจอปัญหาที่ว่าเราวางกลยุทธ์การสื่อสารไว้ดีมากแล้ว แต่ “Conversion Rate ยังคงต่ำกว่าที่ตั้งเป้าไว้” ในขณะที่ก็ไม่ได้มีปัญหากับยอดผู้ใช้งานหรือลูกค้าเลย

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร ว่าควรจะต้องเปลี่ยนองค์ประกอบไหนในเว็บไซต์ของเรา เพื่อให้ผู้ใช้งานหรือลูกค้าให้การตอบรับที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลงทะเบียน หรือกดซื้อสินค้าต่างๆที่จะนำมาสู้ Conversion Rate ที่สูงขึ้น

ในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีดีไซน์ที่ตายตัวสำหรับการทำเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชั่น ดีไซน์รูปแบบที่ได้ผลกับธุรกิจหนึ่ง อาจจะใช้ไม่ได้เลยสำหรับอีกธุรกิจหนึ่ง ถึงแม้ว่าทั้งสองธุรกิจนั้นจะอยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันก็ตาม และการหาดีไซน์ที่เหมาะสมนั้นอาจจะฟังดูเป็นไปได้ยาก เพราะเราต้องใช้สมมุติฐานหรือความสร้างสรรค์ในการทำงาน เราอยากให้ทุกคนมาดูกันว่าธุรกิจต่างๆ นำสมมุติฐานมาทำ A/B Testing อย่างไรบ้าง เผื่อว่าคุณจะมีไอเดียในการทำ A/B Testing ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

การเลือกใช้ปุ่ม “ลงทะเบียน” ที่แตกต่างกัน ช่วยเพิ่ม Conversion Rate ได้กว่า 141.31%

เป็น Use case ที่ใกล้ตัวเรา เพราะเป็นเคสที่เกิดในไทย การเปลี่ยนปุ่มแค่เพียงปุ่มเดียว ทำไมถึงนำพาไปสู่ Conversion rate ที่เพิ่มเป็นเท่าตัวได้เลย สิ่งที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้คืออะไร ทีมงานมีแนวคิดอย่างไร เรามาดูไปพร้อมๆกันได้เลยครับ

สมมุติฐาน:

หลังจากเราได้มีการทำ Workshop แล้วพบว่า หน้าลงทะเบียนที่ทางลูกค้าอยากเพิ่ม Conversion Rate อาจจะต้องมีการเปลี่ยนปุ่มบางปุ่ม หรือคำพูดบางคำในหน้านี้เพื่อกระตุ้นให้คนสนใจอยากลงทะเบียนสมัครมากขึ้น ทางทีมงานจึงตั้งสมมุติฐานว่า “หากเปลี่ยนปุ่มลงทะเบียนเป็นปุ่มเคลื่อนไหว จะทำให้ผู้ใช้งานคลิ๊กปุ่มดังกล่าวมากขึ้น”

ขั้นตอนการทำ A/B Testing

มีการเลือกใช้ 2 Variants ในการทดสอบ Conversion Rate (CVR) ดังนี้

  1. Original Version: ปุ่มพื้นฐานที่ไม่มี animation เคลื่อนไหว
  2. Animated Version: ปุ่มเคลื่อนไหว

ผลลัพธ์ที่ได้จากการทำ A/B Testing

หลังจากสิ้นสุดช่วงเวลาการทำ A/B Testing พบว่า ปุ่มแบบเคลื่อนไหว (Animated Version) มีค่า Conversion Rate สูงขึ้นกว่า 141.31% หรือเกือบ 1.5 เท่าเลยทีเดียว

การเลือกใช้ภาพ Hero Image ที่หน้าโฮมเพจของ HubSpot Academy

เป็นอีก Use-Case หนึ่งที่จะช่วยให้ทุกคนเห็นภาพได้ชัดขึ้น เพราะทุกเว็บไซต์จะมีหน้า Homepage ของตัวเองที่จะต้องใช้ภาพ Hero Image เพื่อดึงดูดความสนใจหรือกระตุ้นความต้องการซื้อของลูกค้า ตัวอย่างการทำ A/B Testing ของ HubSpot Academy นี้ จะทำให้คุณเห็นว่าการเปลี่ยนรูป Hero Image จะมีอิทธิพลกับ User-Behavior และ Conversion Rate มากแค่ไหน

ปัญหาที่พบ:

เดิมทีแล้วเว็บไซต์ของ HubSpot Academy จะมีวิดิโออยู่ที่ Hero Banner แต่จากข้อมูลที่มีอยู่ แสดงให้เห็นว่า ถึงจะมีมากกว่า 55,000 PageViews แต่มี User เพียงแค่ 0.9% เท่านั้นที่ดูวิดิโอในหน้าแรก และมีเพียงแค่ครึ่งหนึ่งของ 0.9% ที่ดูวิดิโอจนจบ 

ดังนั้นทางทีมงานจึงคิดว่าหากเรามีการสื่อสารที่ชัดเจนยิ่งขึ้น อาจจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้งานมากกว่าและอาจจะช่วยเพิ่ม Engagement ให้กับเว็บไซต์ได้ จึงเป็นเหตุผลให้ทางทีมงานตัดสินใจทำ A/B Testing เพื่อพิสูจน์ไอเดียดังกล่าว

ขั้นตอนการทำ A/B Testing:

HubSpot เลือกใช้ 3 Variants ในการทดสอบ Conversion Rate (CVR) และ Call To Action (CTA) Click and Engagement ดังนี้

  1. Control (ดีไซน์หลัก เริ่มต้น)
  1. Variant B: ที่มีการใส่ข้อความและภาพที่มีสีสันสดใส และใส่ Tryping Animation Headline 
  1. Variant C: มีการใส่สีสันเข้าไปเพิ่มเติม และมี movement ของ รูปภาพที่อยู่ทางด้านขวามือ

ผลลัพธ์ที่ได้จากการทำ A/B Testing:

Variant B ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า Control กว่า 6% และในทางตรงกันข้าม Variant C มีผลลัพธ์ที่น้อยกว่า Control 1% จากตัวเลขที่กล่าวมานั้น แสดงให้เห็นว่า หากมีการนำ Variant B มาใช้งานจริง จะเพิ่มยอดการสมัครสมาชิกมากกว่า 375 คนต่อเดือนเลยทีเดียว

ทำไม Predictive ถึงแนะนำให้เปลี่ยนปุ่ม

ในการทำ Marketing Campaign นอกจากความรู้ด้านกลยุทธ์ต้องแข็งแรงแล้ว ยังต้องมีองค์ประกอบอื่นๆที่ตอบโจทย์กับกลุ่มเป้าหมาย เช่น หัวข้อที่ดึงดูดตั้งแต่แรกเห็น, รูปภาพประกอบ ที่ต้องสัมพันธ์กับธุรกิจ ไปจนถึงการทำ Call To Action เพื่อเป็นช่องทางในการติดต่อระหว่างลูกค้ากับตัวคุณ 

แต่ปัญหาคือเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่า Element ไหนที่เป็นตัวแปรที่ทำให้ Marketing Campaign ไม่ประสบความสำเร็จ หลายๆครั้งเราอาจจะพบว่าเมื่ออยู่ในขั้นตอนการเลือกดีไซน์ ทีมงานแต่ละคนก็มักจะมีดีไซน์ที่ตัวเองคิดว่าจะได้ผลตอบรับที่ดีกว่าดีไซน์อื่นๆ ซึ่งล้วนเป็นเหตุผลทางอารมณ์ (Opinions) จะดีกว่าไหมหากเรามีข้อมูลหรือผลการทดลองที่จะมารองรับการตัดสินใจ (Facts) เพราะเหตุนี้ ทำให้เราต้องมีการทำ A/B Testing เพื่อให้ผู้ใช้งานจริงเป็นคนที่ตัดสินผลลัพธ์

เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าองค์ประกอบไหนที่เรามีข้อผิดพลาด เลยทำให้การทำ Content Marketing ของคุณไม่ประสบความสำเร็จสักที ดังนั้นคุณต้องอาศัย “เครื่องมือ” ที่จะเข้ามาช่วยในการทดสอบว่ากลุ่มเป้าหมายของคุณ ต้องการผลลัพธ์แบบไหนมากที่สุด

การทำ A/B Testing สามารถช่วยอะไรเราได้บ้าง

Data-driven decision-making

การนำ Data มาเป็นองค์ประกอบหลักในการตัดสินใจ ไม่ใช่ใช้เพียงแค่อารมณ์ ความรู้สึก หรือเลือกทำเพียงเพราะเป็นการตัดสินใจจากผู้มีประสบการณ์ แต่เราตัดสินใจจะเลือก design นี้ หรือ message นี้ เพราะได้ทำการทดสอบแล้วว่าได้ผลตอบรับที่ดีที่สุด

Optimization and improvement: 

ในการทำเว็บไซต์หรือหน้า Landing Pages เมื่อผ่านไปสักระยะ เราจะพบว่าผู้ใช้งานไม่ได้ให้การตอบรับในแบบที่เราตั้งใจไว้ ไม่ว่าจะเป็นในกรณีที่เราพบเห็นกันบ่อยคือ ผู้ใ้ช้งานคิดว่าไม่สามารถกดชำระเงินได้เนื่องจากเป็นปุ่มเป็นสีเทา จึงส่งผลให้ผู้ใช้งานติดต่อเข้ามาที่ Call-Center เพื่อขอชำระเงิน ซึ่งเราจะเห็นว่าดีไซน์นั้นไม่ได้ตอบโจทย์ต่อผู้ใช้งานให้สามารถชำระเงินได้เองอย่างที่เราตั้งใจ ดังนั้นเราจึงควรหาสีอื่นๆ สำหรับการทำ A/B Testing ให้ตอบโจทย์ต่อความเข้าใจของผู้ใช้งานมากที่สุด

Customer-centric approach: 

เพื่อให้ผู้ใช้งานเป็นผู้ตัดสิน หลายๆครั้งเราอาจจะพบว่าเว็บไซต์ถูกดีไซน์ขึ้นมาตามความต้องการของธุรกิจหรือองค์กร แต่คุณต้องอย่าลืมว่าผู้ใช้งานจริงๆคือ User ไม่ใช่องค์กร ทำไมเราถึงไม่ส่งมอบสิ่งที่พวกเขาต้องการหละ การทำ Customer-Centric Approch จะช่วยเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า เพิ่มการมีส่วนร่วม และส่งเสริมความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นระหว่างตัวธุรกิจ/องค์กร และกลุ่มเป้าหมาย

Cost-effective decision-making: 

การทำแคมเปญหรือดีไซน์ที่ไม่มีประสิทธิภาพอาจนำไปสู่การสูญเสียทรัพยากรและพลาดโอกาส ซึ่งการทำ A/B Testing จะช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้ โดยช่วยให้ธุรกิจสามารถทดสอบและทบทวนไอเดียอีกครั้ง ก่อนที่จะใช้ทรัพยากรที่สำคัญ การที่เรา Test ดีไซน์และทำการวิเคราะห์จะช่วยให้ธุรกิจสามารถจัดสรรงบประมาณในแคมเปญหรือดีไซน์ที่พิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพมากที่สุด เพื่อให้แน่ใจว่าว่างบประมาณที่กำลังจะถูกใช้ไปนั้นจะเหมาะสมและได้รับผลตอบแทนสูงที่สุด

Competitive advantage: 

ในตลาดที่มีการแข่งขันสูง การนำหน้าคู่แข่งถือเป็นสิ่งสำคัญ การทำ A/B Testing จะช่วยให้ได้เปรียบในการแข่งขันด้วยการ Testing และ Optimize แคมเปญอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจต่างๆ สามารถมอบส่งประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องและน่าสนใจสำหรับกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น การที่ลูกค้าได้รับการสื่อสารที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง จะทำให้แบรนด์ได้รับเสียงตอบรับเชิงบวกที่เพิ่มขึ้น ซึ่งสิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าแบรนด์แข็งแกร่งขึ้นจากการมีส่วนร่วมของลูกค้าที่สูงขึ้น และท้ายที่สุดคือความได้เปรียบในการแข่งขันในตลาด

หากทุกคนได้อ่านกันมาจนถึงตรงนี้ ผมคิดว่าคุณน่าจะได้เข้าใจถึงคอนเสปและไอเดียในการทำ A/B Testing กันแล้วนะครับ ผมอยากจะย้ำอีกครั้งว่า สิ่งที่เราคิดว่าเราออกแบบมาดีแล้ว มันอาจจะไม่ได้ดีเสมอไป ทางเดียวที่จะรู้ได้คือทำ Experiment survey เพื่อวัดผล อย่าเชื่อคำพูดหรือความเห็น ให้เชื่อ Data และหากใครกำลังมีปัญหา หรือสนใจเกี่ยวกับการทำ A/B Testing สามารถติดต่อ Predictive ได้เลยนะครับ เรายินดีให้คำปรึกษาเบื้องต้นโดยทีมงาน UX Research Speacialist โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

Consent Banner

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.