5 ขั้นตอนสำหรับผู้บริหารเพื่อนำพาองค์กรไปสู่รูปแบบ “Customer-Centric” โดยใช้ประโยชน์จาก Customer Data

เพื่อให้เป็นไปตามความคาดหวังของลูกค้า และวัตถุประสงค์ของธุรกิจ ผู้บริหารระดับสูงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการจัดองค์กรแบบ customer-centric  และความพยายามที่จะสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า ผู้บริหารต้องส่งเสริมให้มีการใช้ข้อมูลลูกค้าในการตัดสินใจ ปรับเปลี่ยนเป้าหมายและพฤติกรรมขององค์กร รวมถึงการให้อำนาจพนักงาน  

บทความนี้ได้ประยุกต์ 5 ขั้นตอนสำหรับ CMOs (Chief Marketing Officer) โดยใช้ประโยชน์จาก Customer Data เพื่อนำไปสู่การจัดองค์กรสู่รูปแบบ Customer-Centric ซึ่งจะมีคำแนะนำให้แก่ CMOs ว่า การใช้ข้อมูลของลูกค้าเพื่อเปลี่ยนจาก product centricity สู่ customer centricity นั้นมีวิธีการอย่างไร

เพื่อให้องค์กรประสบความสำเร็จในสภาพแวดล้อมการแข่งขันสูงในปัจจุบัน องค์กรต้องมีความสามารถที่จะนำเสนอสิ่งดีๆให้กับลูกค้าที่มากกว่าผลิตภัณฑ์ บริการ หรือราคาที่ดี ที่คู่แข่งจำนวนมากก็อาจเสนอให้ลูกค้าเช่นกัน องค์กรจำเป็นต้องเปลี่ยนมาใช้กลยุทธและการดำเนินการหลักๆที่อยู่บนพื้นฐานของ Customer-centric (แทนที่จะเป็นผลิตภัณฑ์) การยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางทำให้เกิดประสบการณ์ของลูกค้าที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยให้องค์กรสามารถโดดเด่นเหนือคู่แข่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในการสร้างประสบการณ์ของลูกค้าที่จะเพิ่มความภักดี สร้างการบอกต่อในทางบวก (Word Of Mouth : WOM) และอยู่เหนือกว่าพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนั้น ผู้บริหารระดับสูงต้องเปลี่ยนข้อมูลขององค์กรให้ไปในทิศทางที่มุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้า “ตลอดเวลา”  

ในการนี้จำเป็นต้องให้พวกเขาทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงานแบบ Cross function เพื่อพิจารณาวัตถุประสงค์ขององค์กรใหม่ โดยเปลี่ยนจากวัตถุประสงค์ระยะสั้น เช่น ตัวชี้วัดด้านการรับรู้แบรนด์(top-of-funnel metrics) ไปสู่ผลลัพธ์ที่มุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้า (customer-centric) เช่น ความพึงพอใจที่มากขึ้น ลดการเปลี่ยนใจของลูกค้า หรือเพิ่มการแนะนำต่อระหว่างลูกค้า

การเปลี่ยนไปใช้ข้อมูลที่มุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้า ช่วยให้ผู้นำองค์กรและพนักงานสามารถมุ่งเน้นไปที่ประสบการณ์ของลูกค้าที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลได้ ซึ่งจะให้ผลลัพธ์ในการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง และท้ายที่สุดแล้วจะช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมายในด้านความภักดี ด้านการสนับสนุน และด้านความพึงพอใจจากลูกค้า

เพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลต่างๆของลูกค้าถูกนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางสู่ Customer-centric ผู้บริหารระดับสูงต้องทำงานร่วมกับพนักงานในแผนก เพื่อให้แน่ใจว่าแต่ละแผนกหรือทีมต่างๆในองค์กรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวการนำข้อมูลลูกค้าไปใช้อย่างเหมาะสม ตั้งแต่แผนกบัญชี โลจิสติกส์ กฎหมาย ไปจนถึงทีมมาร์เก็ตติ้งและทีมเซลล์ เพื่อให้แน่ใจว่าทุกๆแผนกหรือทีม มีการตัดสินใจอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดที่เน้น Customer-centric และพัฒนาผลผลิตต่างๆขององค์กร ย้อนไปในช่วงต้นปี 2022 การวิจัยของ Gartner ได้ระบุว่าองค์กรที่ใช้ข้อมูลลูกค้ามาช่วยในการตัดสินใจทางธุรกิจ มีโอกาสที่จะมีความเติบโตของรายได้มากกว่า 

องค์กรที่ต้องการเป็นที่ 1 เรื่องด้านการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า จะต้องมีการเปลี่ยนมาใช้ข้อมูลลูกค้าแบบรายวัน มุ่งเน้นที่การสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้าเป็นหลัก แทนที่จะให้สินค้าหรือบริการเป็นหัวใจหลักของการดำเนินธุรกิจแบบ Customer-centric นั้น คำนึงถึงสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อลูกค้าก่อนเป็นอันดับแรกก่อนที่ลูกค้าจะถามถึง เช่น ทีมโลจิสติกส์อาจจะเห็นว่าลูกค้าได้เข้ามาตรวจสอบสถานะการขนส่งหรือไม่ หากลูกค้าไม่ได้เข้ามาตรวจสอบ ทีมดูแลลูกค้าหลังการขายก็จะติดต่อลูกค้าเพื่อแจ้งสถานะการขนส่ง หรือสถานะของคำสั่งซื้อให้ลูกค้าทราบ และลงทะเบียนให้ลูกค้าเพื่อรับการแจ้งเตือนสถานะการขนส่งทางข้อความแทน

ในปี 2564 มีรายงานว่าองค์กรต่างๆได้มีการใช้จ่ายกว่า 9.5% ของงบประมาณการตลาดทั้งหมดไปกับการลงทุนในการทำวิจัยด้านการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าและผู้ใช้งาน (Customer and User Experience Research) ความท้าทายที่พวกเขาต้องเจอคืออัตราการลาออกของพนักงานที่สูง และแรงกดดันที่มาจากผลประกอบการรายไตรมาส และผลการดำเนินการของคู่แข่ง ที่มุ่งเน้นแต่ผลลัพธ์ในระยะสั้นอย่างต่อเนื่องนั้น กลายเป็นแรงกดดันที่จะทำให้องค์กรเป็นแบบเน้นผลิตภัณฑ์เป็นศูนย์กลาง (Product-centric)  แต่ในทางตรงกันข้ามนั้น การเปลี่ยนไปสู่ Customer-centric จะมีประโยชน์ทั้งระยะสั้น และระยะยาวสำหรับองค์กร โดยจะทำให้องค์กรมีที่ยืนในการแข่งขันด้านประสบการณ์ของลูกค้า ซึ่งมีส่วนในการสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จ

การคำนึงถึงลูกค้าเป็นหัวใจหลัก โดยที่ไม่ได้นึกถึงแต่สินค้าหรือบริการเราเพียงอย่างเดียว เป็นสิ่งที่ทำให้เราแตกต่างจากคู่แข่งคนอื่นๆ

เลือกอ่านหัวข้อที่คุณสนใจ

การกำหนดตัวชี้วัดองค์กรใหม่เพื่อสะท้อนประสบการณ์ที่ลูกค้าต้องการตลอดเส้นทาง 

องค์กรที่เน้น Product-centric จะให้ความสำคัญกับตัวชี้วัด เช่น ยอดขาย และ ความน่าสนใจของพอร์ต (ให้มีทั้งรายละเอียดที่กว้างและลึกควบคู่กัน) พวกเขามักจะเน้นที่ระยะที่แคบๆในเส้นทางการซื้อของลูกค้า มากกว่าที่จะเน้นภาพรวมเส้นทางของลูกค้าทั้งหมด

ส่วนองค์กรแบบ Customer-Centric จะให้ความสำคัญกับการขาย แต่ยังคำนึงถึงเส้นทางของลูกค้าทั้งหมด (Customer-Journey) ตั้งแต่การพิจารณาถึงความภักดีและการสนับสนุนในแบรนด์ องค์กรที่มีความพยายามใน customer experience ด้านการตลาด จริงๆแล้วไม่ได้มุ่งเน้นไปที่เส้นทางสู่การซื้อเป็นหลัก แต่เส้นทางการซื้อที่ได้มาหลังจากนั้นกลับดีเกินกว่าที่ผู้บริหารควาดหวังไว้ถึง 2 เท่าในส่วนที่เกี่ยวกับ customer experience


องค์กรที่เป็น Customer-centric จะให้ความสำคัญกับตัวชี้วัด เช่น ความพึงพอใจของลูกค้า โอกาสในการแนะนำและซื้อซ้ำ ส่วนแบ่งของเงินในกระเป๋าของลูกค้าโดยเฉลี่ย อัตราการเลิกเป็นลูกค้า หรือการรักษาลูกค้า ชื่อเสียงเชิงบวกในโซเชียลมีเดีย และปริมาณการบอกต่อของลูกค้า  

มูลค่าตลอดช่วงชีวิตของลูกค้า (CLTV) ยังคงเป็นตัวแปรที่ใช้กันทั่วไปเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความสำคัญด้านการเงินของ Customer-centric 

การกระทำของพนักงานถูกกำหนดโดยเป้าหมายที่องค์กรกำหนด ดังนั้น เพื่อกำหนดกรอบความสำเร็จใหม่ ผู้นำระดับบริหารต้อง (ดูได้จากภาพประกอบด้านล่าง):

ส่งเสริมให้มีการใช้ข้อมูลลูกค้าเพื่อการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้ตลอดทาง

การสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้าที่มีความจงรักภักดีต่อแบรนด์นั้น เราจำเป็นต้องมีข้อมูลเชิงลึกของลูกค้าเหล่านั้นเสียก่อน และต้องรู้ด้วยว่าเมื่อไหร่ และทำไมลูกค้าเหล่านั้นถึงมีการตอบสนองต่อสินค้า ผู้บริหารระดับสูงควรที่จะกระตุ้นให้ทีมมีการนำข้อมูลไปใช้ในการตัดสินใจ โดยอยู่บนบนพื้นฐานของการเน้น Customer-centric มากขึ้น โดยรวบรวม วิเคราะห์ และการกระจายข้อมูลไปใช้ในวิธีที่เหมาะสม

องค์กรที่ใช้เพียงมุมมองจากภายในองค์กรอย่างเดียว หรือมีการจำกัดการเข้าถึงข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับความต้องการของลูกค้า และต้องการจัดรูปแบบขององค์กรให้เป็นองค์กรแบบ Customer-centric โดยไม่ได้สำรวจความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าในตลอดช่วงเวลาที่ลูกค้าได้สัมผัสกับแบรนด์ อาจจะทำให้การทำ Customer Experience Program ไม่ประสบความสำเร็จได้ เนื่องจาก Program เราถูกสร้างขึ้นโดยสมมติฐานที่ไม่มีมูล ล้าสมัย หรือไม่สมบูรณ์ ผู้บริการจำเป็นต้องให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนการป้อนข้อมูลของลูกค้าที่สร้าง ขยาย และช่วย Customer-Experience Program ให้ประสบความสำเร็จมากขึ้น ดังภาพด้านล่างนี้

เพื่อที่จะขับเคลื่อนการตัดสินใจอย่างมีข้อมูลและตัดสินใจด้วยข้อมูลซึ่งสนับสนุนผลลัพธ์ของการทำองค์กรให้อยู่ในรูปแบบ Customer-centric ผู้บริหารระดับสูงควรที่จะมีการดำเนินการดังนี้:

การดำเนินการขึ้นที่ 1: จุดประกายให้ทีมของคุณให้ความสำคัญกับการศึกษาลูกค้ากลุ่มที่มีปริมาณการใช้จ่ายสูงที่สุดในร้าน (Champion Customer Research) และรับฟังฟีดแบคจากกลุ่มนี้

กลุ่มลูกค้าที่ดีที่สุด กลุ่มนี้เพิ่งสั่งซื้อกับคุณเมื่อเร็ว ๆ นี้เลย นอกจากนี้ยังมีอัตราการซื้อซ้ำ และปริมาณการใช้จ่ายสูงที่สุดในร้านอีกด้วย
ข้อแนะนำ : รักษาเท่าชีวิต อย่าปล่อยกลุ่มนี้ไปให้คู่แข่งเด็ดขาด

ฟีดแบคจากลูกค้า(Voice of Customer: VoC) และการทำวิจัยเกี่ยวกับผู้ใช้งาน จะช่วยให้คุณสามารถเติมเต็มช่วงว่างของข้อมูลที่หายไปได้ รวมไปถึงการ Mapping Journey เพื่อลดความเสี่ยง ลดการสิ้นเปลืองทัพยากร และยังทำให้เราส่งมอบสินค้าหรือบริการที่ดียิ่งขึ้นให้กับลูกค้าด้วยเช่นกัน การทำวิจัยผู้ใช้ หรือการค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับผู้ใช้ ไม่ว่าจะเป็น ความต้องการหรือ ปัญหาต่างๆ ของผู้ใช้ เพื่อที่จะเข้าใจผู้ใช้ในบริบทต่างๆ รวมถึงข้อมูลเชิงลึก (Insight) ที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้ จะช่วยให้คุณเข้าใจว่าสิ่งที่ลูกค้าของคุณทำนั้น มีเหตุผลอะไรซ่อนอยู่เบื้องหลังการกระทำนั้นๆ และยังช่วยให้คุณสามารถประเมินได้ว่า ถ้าจะผลิตสินค้าหรือบริการใหม่ๆเพื่อเพิ่มคุณค่าให้กับแบรนด์ของคุณ จะต้องเป็นสินค้าหรือบริการประเภทไหนที่ลูกค้าของคุณกำลังมองหา 

ในทำนองเดียวกัน การรับฟังฟีดแบคจากลูกค้า (Voice of Customer: VoC) ที่แข็งแกร่งจะช่วยให้คุณพบกับข้อมูลเชิงลึกที่จะมีประโยชน์กับการพัฒนา CX อย่างแน่นอน

การดำเนินการขั้นที่ 2: สนับสนุนให้มีการใช้ Persona และ Journey Maps

การทำ Personas นั้นเป็นการสร้างตัวละครหนึ่งขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนของกลุ่มลูกค้าของเรา องค์กรมีการริเริ่มพัฒนา Persona เป็นองค์กรแรกๆในเมื่อ 3 ปีก่อนนั้น มีแนวโน้มที่ Customer Experience จะสูงกว่าที่ผู้บริหารคาดไว้ถึงสองเท่า Persona ได้ช่วยให้องค์กรเข้าใจว่าลูกค้าของเขาเป็นใคร มีพฤติกรรมอย่างไร อะไรคือสิ่งที่ลูกค้าให้คุณค่า อะไรคือสิ่งที่ลูกค้าชอบและไม่ชอบ

ส่วนการทำ Journey Maps นั้น จะช่วยให้เราสามารถระบุได้ว่า เราต้องผลิตอะไร เมื่อไหร่ และผลิตอย่างไร เพื่อเป็นการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าโดยสะท้อนความต้องการของลูกค้านั้นจาก Persona ที่เราสร้างขึ้นมา

การดำเนินการขั้นที่ 3: ตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้เผยแพร่ข้อมูลเชิงลึกของลูกค้าอย่างทั่วถึงทั้งองค์กร

ไม่มีองค์กรใดที่สามารถเป็นองค์กร Customer-centric ได้อย่างแท้จริง หากพนักงานยังถูกตัดขาดจากข้อมูลเชิงลึกของลูกค้า พนักงานต้องมีสิทธิ์เข้าถึงและได้รับการสนับสนุนให้ดำเนินงานตามข้อมูลเชิงลึกที่ได้รับ และควรต้องมีการนำเครื่องมือที่ช่วยให้พนักงานสามารถทำงานร่วมกันได้มาใช้ เช่น Intranet และการประชุททีมมาปรับใช้

ผู้บริการควรทำงานร่ววมกับเพื่อนร่วมงานข้ามสายงาน เพื่อให้แน่ใจว่าทีมของพวกเขาสามารถพัฒนาการรายงาน Dashboard และการแจ้งเตือนเพื่อให้ข้อมูลลูกค้าถูกกระจายไปทั่วองค์กร และต้องให้แน่ใจว่าทีมที่รับผิดชอบในการติดต่อกับลูกค้า กำลังแบ่งปัญสิ่งที่พวกเขาได้ยินกับเพื่อนร่วมงานแผนกอื่นๆ เพื่อให้ข้อมูลในการเริ่มกระบวนการและปรับเปลี่ยน Customer Experience

การดำเนินการขั้นที่ 4: การจัดและปรับแต่งเป้าหมายและตัวชี้วัดขององค์กร

Personas and Journey Maps ที่สำคัญจะสูญเสียความเกี่ยวข้องและความสามารถในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันหากไม่ได้รับการอัพเดทและตรวจสอบอีกครั้ง ผู้บริหารระดับสูงควรทำงานร่วมกับทีมของตนอย่างสม่ำเสมอเพื่อติดตามผลตอบรับและการวิเคราะห์ของลูกค้า เพื่อระบุความขัดแย้งและทำความเข้าใจว่าองค์กรของพวกเขาทำอะไร และไม่ทำอะไร ได้อย่างดี

ผู้บริหารควรทำให้เกิดการสร้างวิธีการที่เป็นระบบในการวิเคราะห์ เพิ่มประสิทธิภาพ และการใช้ข้อมูลเชิงลึก เพื่อให้กลายเป็นพื้นฐานในการดำเนินงานขององค์กร และเพื่อเพื่อสนับสนุนพฤติกรรม ให้เป็นแบบ Customer-centric มากขึ้น พวกเขาควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าการเติบโตที่มาจากลูกค้าที่ภักดีและพึงพอใจมากที่สุดจะได้รับการกล่าวถึงและเน้นย้ำ

การวิจัยแสดงให้เห็นว่าการรวมความคิดเห็นของลูกค้าและข้อมูลฟีดแบ็ค เข้ากับข้อมูลการดำเนินงานและการทำธุรกรรม สามารถแสดงให้เห็นว่าลูกค้าที่พึงพอใจมากที่สุดขององค์กรยังมี Lifetime Value ที่สูงขึ้น ซึ่งช่วยเพิ่มการรักษาลูกค้า เพิ่มการขายต่อเนื่อง และเพิ่มการบอกปากต่อปากและชื่อเสียงของแบรนด์ได้  การประเมินและการปรับแต่งอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้ลูกค้าได้รับคุณค่าอย่างต่อเนื่อง 

การดำเนินการขั้นที่ 5: ดำเนินการตรวจสอบแนวโน้มของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

การช่วยให้พนักงานของคุณมีกระบวนการทำงานแบบ Customer-centric มากขึ้นนั้น การวัดผลการปฏิบัติงานของพวกเขาแต่ละคนสะท้อนถึงเป้าหมายองค์กรที่เป็น Customer-centric สิ่งนี่เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับผู้บริหารระดับบนสุด (ซึ่งการตัดสินใจจะมีผลกระทบอย่างสูงต่อประสบการณ์ของลูกค้าจำนวนมาก)

หากไม่มีการปรับเปลี่ยนเรื่องนี้ พนักงานอาจเข้าใจถึงความสำคัญของ CX และหน้าที่ของพวกเขาในนั้นได้ แต่เราจะพบว่า CX เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในลำดับความสำคัญที่ส่งผลต่อการประเมินประสิทธิภาพ และการเลื่อนตำแหน่งของพวกเขาในภายหลัง ดังนั้นหากสิ่งที่พนักงานต้องรับผิดชอบไม่ได้เชื่อมโยงโดยตรงกับตัวชี้วัดและวัตถุประสงค์ที่สนับสนุน Customer-centric แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะประสบความสำเร็จ

เมื่อมีการลำดับความสำคัญกัน พฤติกรรมที่ชนะคือพฤติกรรมที่พนักงานคนนั้นๆรับผิดชอบ และถูกวัดผล ผู้บริหารระดับสูงควรทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงานในฝ่ายทรัพยากรบุคคล และฝ่ายที่ควบคุมดูแลเกี่ยวกับ Customer-centric เพื่อปรับวัตถุประสงค์ของพนักงานและวิธีการวัดผลให้ตรงกับเป้าหมายขององค์กรแบบที่ตั้งใจ

หลังจากที่ได้อ่านกันจนจบแล้ว เราหวังว่าทุกคนจะสามารถนำสิ่งที่เราเล่าไปปรับใช้กับธุรกิจของตัวเองได้นะคะ หากธุรกิจไหนสนใจทำ Customer Centric ตั้งแต่ขั้นตอนแรก ศึกษาลูกค้ากลุ่มที่มีค่าใช้จ่ายสูงสุด (Champian Customer) เก็บข้อมูล วิเคราะห์ และวัดผล ไปจนถึงขั้นตอนสุดท้ายที่ศึกษาแนวโน้มของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง(Continue to Monitor Customer Trends)  สามารถติดต่อ Predictive เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้เลย และเรายินดีให้คำปรึกษาเบื้องต้นฟรี

Consent Banner

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.