Chanokchon

Leadership Vision for 2023: Chief Marketing Officer แปล

วิสัยทัศน์ของผู้นำทางการตลาดในปี 2023 (Leadership Vision for 2023: Chief Marketing Officer)

ในปี 2023 นี้ Chief Marketing Officer (CMO) หรือ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดต่างมีความจำเป็นที่จะต้องผลักดันให้ธุรกิจเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพในสภาวะแวดล้อมที่ผันผวน ด้วยผลพวงจากพฤติกรรมลูกค้าที่ไม่สามารถคาดเดาได้ กลยุทธ์ทางการตลาดต้องถูกปรับไปตามความต้องการที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา บวกกับการทำงานแบบข้ามสายงาน (Cross-Functional) รวมไปถึงการวัดมูลค่าแบรนด์ด้วย Metric เก่าๆ อย่างชื่อเสียงของแบรนด์ รูปลักษณ์หรือราคา ได้สร้างผลกระทบอันหนักหน่วงจนทำให้องค์กรเกิดความตึงเครียดเป็นอย่างมาก  ความต้องการ (Demand) และ พฤติกรรมการซื้อของลูกค้ายังคงผันผวนอย่างต่อเนื่องแบบคาดเดาไม่ได้ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain), อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น และปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical) ที่ยังไม่สิ้นสุด  ในขณะเดียวกันสิ่งสำคัญทางการตลาดเชิงกลยุทธ์ เช่น นวัตกรรม (Innovation), ประสบการณ์ของลูกค้า (Customer Experience) และ ธุรกรรมซื้อขายบนโลกดิจิทัล (Digital Commerce) ได้ก้าวข้ามขอบเขตการดำเนินงานในรูปแบบเดิม (Functional) ไปสู่การทำงานแบบ Cross-Functional ซึ่งส่งผลต่อภาษีที่ต้องเสียมากขึ้น อีกทั้งยังทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของทีมการตลาดต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้  นอกจากนี้ยังมีแรงกดดันจาก Metric ใหม่ๆในการวัดมูลค่าแบรนด์ (Brand Equity) เช่น การผลิตสินค้าและบริการจากนวัตกรรมใหม่ๆ (Disruptive), …

วิสัยทัศน์ของผู้นำทางการตลาดในปี 2023 (Leadership Vision for 2023: Chief Marketing Officer) Read More »

Google Optimize เครื่องมือเพิ่ม Conversion ด้วยการทดสอบ User Experience

Google Optimize เครื่องมือเพิ่ม Conversion ด้วยการทดสอบ User Experience

การที่แบรนด์จะส่งมอบประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมและตอบโจทย์กับความต้องการของลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าเลือกที่จะอยู่กับเราต่อนั้น ในอดีตแบรนด์จะต้องลงทุนกับทรัพยากรอย่างมหาศาลในการทำการทดลอง ไม่ว่าจะเป็นทีมงาน, เวลา, ประสบการณ์ความรู้ หรือแม้แต่ Traffic บนเว็บไซต์ที่มากพอ ซึ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ SMEs จะเสี่ยงลงทุนในส่วนนี้ เนื่องจากการทดลองจะต้องมีจัดขึ้นเป็นระยะๆอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้จบแค่ภายในครั้งเดียว แต่ในปัจจุบันเรามีเครื่องมืออำนวยความสะดวกมากมายในการเข้ามาช่วยทำการทดลองการตอบสนองต่อการใช้เว็บไซต์แบบไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ซึ่งหนึ่งในเครื่องมืออันทรงพลังที่เรากำลังจะพูดถึงนั่นก็คือ Google Optimize นั่นเองครับ  ในบทความนี้เราจะมาเจาะลึกถึง Google Optimize ว่าเจ้าสิ่งนี้คืออะไร เหมาะกับใคร พร้อมทั้งฟีเจอร์ต่างๆในตัวว่าสามารถทำอะไรได้บ้าง ถ้าพร้อมแล้วเลื่อนลงไปอ่านกันได้เลย! Google Optimize คืออะไร Google Optimize คือหนึ่งในเครื่องมือจาก Google ในการทำ Personalization และทดสอบประสิทธิภาพเว็บไซต์ในวิธีต่างๆ เช่น A/B Test, Multivariate Test หรือ Redirect Test สำหรับสร้าง User Experience ในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป เพื่อตอบสนองสิ่งที่ผู้ใช้กำลังสนใจพร้อมทั้งเพิ่ม Conversion ให้กับตัวเว็บไซต์เอง  Google Optimize ช่วยได้อย่างมากกับธุรกิจในยุค Data-driven …

Google Optimize เครื่องมือเพิ่ม Conversion ด้วยการทดสอบ User Experience Read More »

ทำไมเราควรหลีกเลี่ยง Dark Patterns ในการออกแบบเว็บไซต์

ทำไมเราควรหลีกเลี่ยง Dark Patterns ในการออกแบบเว็บไซต์

ในโลกของเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน การออกแบบถือเป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อความคิด ความรู้สึก และการตัดสินใจไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม เหมือนกับเหรียญที่มีสองด้าน หากใช้ในทางที่ถูกต้องก็จะส่งผลดี แต่หากถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดก็จะสามารถส่งผลเสียนานาประการ ทั้งกับตัวบุคคลหรือแบรนด์เองก็ตาม  ในบทความนี้เราจะมาเจาะลึกเกี่ยวกับ Dark Patterns กันว่าสิ่งนี้คืออะไร มีกี่ประเภท แต่ละประเภทถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในจุดประสงค์ใด รวมไปถึงวิธีที่นักออกแบบใช้บน Interface พร้อมทั้งวิธีการแก้ไขและหลีกเลี่ยง Dark Patterns เหล่านี้ในอนาคต ถ้าทุกคนพร้อมแล้ว เลื่อนลงไปอ่านกันได้เลยครับ Dark Patterns คืออะไร Dark Patterns คือการออกแบบ Interface ที่บิดเบือนออกไปเพื่อหลอกล่อ หรือ สร้างความเข้าใจผิด ทำให้ผู้ใช้งานดำเนินการตามสิ่งที่คนออกแบบเว็บไซต์หรือแอปต้องการโดยไม่ได้ตั้งใจ และไม่ได้ต้องการที่จะทำแต่แรก เช่น การคลิกโฆษณา, การกดสมัครสมาชิกโดยไม่จำเป็น หรือ การเข้าไปอยู่ในวงจรการลงทะเบียนอีเมล์ที่ไม่มีวันจบสิ้น กลไกหลักของ Dark Patterns คือการสร้างอคติโดยที่ผู้ใช้ไม่รู้ตัวในเวลาสั้นๆหรือในขณะที่ยังไม่มีสมาธิมากพอ เพื่อให้ง่ายต่อการตัดสินใจในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์กับกับตัวผู้ใช้งานนั่นเอง Dark Patterns สามารถสร้างความเสียหายต่อทั้งผู้ใช้งานและแบรนด์ในหลากหลายด้าน เช่น  ทำให้ผู้ใช้เกิดความสับสน สร้างความไม่น่าไว้วางใจ ส่งผลทำให้ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ลดลง จำนวนการร้องเรียนของผู้ใช้ที่มากขึ้น ส่งผลทำให้แบรนด์มีจำนวนผู้เข้าใช้ที่ลดลง  การสร้างประสบการณ์ที่ไม่ดีให้กับผู้ใช้ ส่งผลให้แบรนด์ได้รับชื่อเสียงในด้านลบอย่างรวดเร็วบนโลกออนไลน์ …

ทำไมเราควรหลีกเลี่ยง Dark Patterns ในการออกแบบเว็บไซต์ Read More »

Salesforce Genie คืออะไร

Salesforce Genie นวัตกรรมยกระดับ CRM แบบเรียลไทม์ครั้งแรก

ทุกวันนี้มากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของลูกค้าคาดหวังว่าทุกปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นกับแบรนด์จะเป็นแบบ Personalized ซึ่งในความเป็นจริงอาจเป็นเรื่องที่ยากพอสมควร เนื่องจากปัจจุบันองค์กรทั่วไปโดยเฉลี่ยมีแอปพลิเคชันมากถึง 976 แอป โดยลูกค้าแต่ละรายสามารถมีโปรไฟล์ได้หลายร้อยแบบในแต่ละแอป ทำให้ตัวลูกค้าไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นบุคคลที่แบรนด์จะใส่ใจหรือให้ค่าอะไรมาก จะดีกว่าไหมถ้าวันนี้เรามีตัวช่วยที่สามารถรวมข้อมูลลูกค้าทั้งหมดจากทุกระบบและทุกช่องทางเข้าด้วยกันในที่เดียวเป็น Single Source of Truth ทั้งยังสามารถใช้ข้อมูลเรียลไทม์นั้น ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าแบรนด์เข้าใจความต้องการของพวกเขาอย่างแท้จริง และสามารถตอบสนองความต้องการนั้นได้ในทันที จากบทความ Case Study หลายๆชิ้นเราได้พูดถึงการใช้ Salesforce Sales Cloud และ Marketing Cloud เพื่อช่วยธุรกิจในอุตสาหกรรมต่างๆในกระบวนการการซื้อขายสินค้า และการมอบประสบการณ์แบบ Personalized ให้กับลูกค้าเพื่อเพิ่ม Conversion แล้ว ในบทความนี้เราจะมาเล่าถึง Salesforce Genie แพลตฟอร์มใหม่ของ Salesforce ตัวแรกที่สามารถสร้างประสบการณ์แบบ Personalized ให้กับลูกค้าได้แบบเรียลไทม์ ทุกที่ ทุกเวลา และทุกช่องทางแบบไม่มีสะดุด Salesforce Genie คืออะไร Salesforce Genie เกิดจากการที่ Salesforce มองเห็นความสำคัญในการรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่เก็บไว้หลายๆแห่งมาเชื่อมต่อกันในที่เดียว เพื่อทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่รวบรวมข้อมูลเชิงลึกเพียงอย่างเดียว …

Salesforce Genie นวัตกรรมยกระดับ CRM แบบเรียลไทม์ครั้งแรก Read More »

Data Science กับ FIFA World Cup 2022

Data Science สำคัญอย่างไรกับการแข่งขัน FIFA World Cup 2022

จบกันไปแล้วกับฟุตบอลโลก FIFA World Cup 2022 ที่ประเทศกาตาร์กับผู้ชนะที่คว้าแชมป์ในรอบ 36 ปีอย่างอาร์เจนติน่า ซึ่งตีคะแนนนำฝรั่งเศสไปถึง 2 ประตูในรอบชิงชนะเลิศ ก่อนหน้านี้หลายคนอาจได้เห็นบทความการทำนายผลผู้ชนะก่อนการแข่งขันในครั้งนี้จะเกิดขึ้นโดยใช้ Data และเครื่องมืออย่าง AI และ Machine Learning ที่ผลการทำนายผู้ชนะล่วงหน้าจะเอนเอียงไปที่บราซิล ผู้ที่เคยทำประตูชนะประเทศอื่นไปได้มากถึง 25 เปอร์เซ็นต์จากการแข่งขัน 100,000 ครั้งที่ผ่านมา สิ่งที่ควรโฟกัสในการทำนายผลผู้ชนะครั้งนี้ไม่ใช่การที่บราซิลไม่ใช่ผู้ชนะตามที่คาดการณ์เอาไว้ แต่อยู่ที่ว่าทีมฟุตบอลแต่ละทีมทำการบ้านกับ Data จากการแข่งขันในรอบที่ผ่านมา มาใช้สำหรับพลิกเกมให้กลับมาชนะได้อย่างไรต่างหาก ในบทความนี้เราจะมาเจาะลึกว่า Data Science มีความสำคัญกับวงการฟุตบอลอย่างไร ปัจจัยไหนบ้างที่ถูกนำมาประเมินเพื่อการวางแผนในการลงแข่ง และมีเครื่องมือตัวไหนบ้างที่เข้ามาช่วยในการประมวลผลโอกาสแพ้ชนะในการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้ ทำไมต้องใช้ Data Science ในวงการฟุตบอล? หนึ่งในเหตุผลหลักที่ทีมฟุตบอลควรใช้ Data Science คือ เพื่อหลีกเลี่ยงการซื้อตัวผู้เล่นที่จะทำผลงานได้ไม่ดีเข้ามาในสโมสร ตัวอย่างเช่น การซื้อตัว Fernando Torres จาก Liverpool ไป Chelsea ด้วยค่าตัวเกือบ 2,000 ล้านบาท …

Data Science สำคัญอย่างไรกับการแข่งขัน FIFA World Cup 2022 Read More »

Data Driven Marketing ที่ไม่ใช่แค่การเก็บ Data อีกต่อไป ในวันที่ User Privacy ต้องมาเป็นอันดับ 1

Data Driven Marketing ที่ไม่ใช่แค่การเก็บ Data อีกต่อไป ในวันที่ User Privacy ต้องมาเป็นอันดับ 1

ทุกวันนี้โลกหมุนไปอย่างรวดเร็วด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ความต้องการของผู้บริโภคก็เช่นกัน ธุรกิจในฐานะของผู้นำเสนอสินค้าและประสบการณ์ที่ตอบโจทย์กับความต้องการของผู้บริโภคก็จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องวิ่งให้เร็วกว่าลูกค้าอยู่เสมอ การนำ Data Driven Marketing เข้ามาช่วยในการขับเคลื่อนแคมเปญต่างๆทางการตลาดจึงตอบโจทย์ของความท้าทายนี้อย่างแน่นอน แต่ปัญหาหลักๆที่เราเจอคือคนที่มีหน้าที่ดูแลจัดการข้อมูลส่วนบุคคลนั้น มักจะทำผิดพลาดไปและอ้างว่าไม่รู้หลักในการปฏิบัติตาม PDPA เดี๋ยวเรามาดูรายละเอียดกัน Data Driven Marketing คืออะไร ? Data Driven Marketing หรือ การตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เป็นเครื่องมือทางการตลาดที่จะช่วยในการวางแผนธุรกิจ ทั้งในด้านแผนการตลาดเพื่อการเข้าใจและเข้าถึงลูกค้า การทำแคมเปญโฆษณาไม่ว่าจะเพื่อการเข้าถึงที่กว้างขึ้นในลูกค้ากลุ่มใหม่ๆที่เราไม่เคยเข้าถึงได้ หรือเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเดิม เพื่อให้มาซื้อสินค้าซชิ้นอื่นๆของเรา รวมไปถึงการพัฒนาสินค้า และบริการใหม่ๆ ในแบบที่รู้ลึกและเข้าใจลูกค้าแบบเฉพาะบุคคล ยิ่งหากธุรกิจรู้จักการใช้ Data ให้เกิดประโยชน์กับการตลาดมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเข้าถึงกลุ่มลูกค้าในตลาดใหม่ ๆ มากยิ่งขึ้นเท่านั้น ในการทำ Data Driven Marketing เราจำเป็นต้องใช้ Data มาช่วยในการทำ strategy ต่างๆ ซึ่งการทำ Data Driven Marketing ให้มีประสิทธิภาพนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณของข้อมูลเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงคุณภาพของข้อมูลด้วยเช่นกัน หากข้อมูลที่เราเก็บมานั้นมีคุณภาพโดยถูกเก็บรวบรวมอย่างถูกต้องตามฐานทางกฎหมาย เก็บมาแล้วสามารถนำไปใช้ประมวลผลต่อได้จริงทั้งหมด ก็จะช่วยลดการสิ้นเปลืองในส่วนของการจัดเก็บข้อมูลไปได้มากเลยทีเดียว …

Data Driven Marketing ที่ไม่ใช่แค่การเก็บ Data อีกต่อไป ในวันที่ User Privacy ต้องมาเป็นอันดับ 1 Read More »

Facebook Conversion API

Facebook Conversions API: ทางเลือกในการเก็บข้อมูลแบบ Cookieless

หลังจากที่มีการประกาศใช้ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) อย่างเป็นทางการในช่วงเดือนมิถุนายน 2565 ที่ผ่านมา ส่งผลให้การเก็บข้อมูลทางการตลาดในเว็บไซต์และแอปพลิเคชันต่างๆกลายเป็นเรื่องที่ยากขึ้นเรื่อยๆ  ด้วยเหตุนี้ นักการตลาดจึงมองหาหนทางและเครื่องมือใหม่ๆในการเก็บข้อมูลจากผู้ใช้งานเพื่อทำการวิเคราะห์ในการปรับปรุงพัฒนาสินค้าและบริการ และส่งมอบประสบการณ์ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าโดยที่ไม่ต้องอาศัยคุกกี้ หนึ่งในวิธีนั่นก็คือ Facebook Conversions API นั่นเอง  ในบทความนี้เราจะมาเจาะลึกถึงว่า Facebook CAPI คืออะไร เก็บ Conversion แบบไหนได้บ้าง มีความแตกต่างจาก Facebook Pixel อย่างไร และสามารถช่วยให้เราเก็บข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ยังไงบ้าง ถ้าพร้อมแล้วไปอ่านกันเลย Facebook Conversions API กับ Data Privacy Facebook Conversions API (CAPI) หรือที่เคยรู้จักกันในชื่อ Facebook Server-Side API เป็นเครื่องมือที่ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้ธุรกิจต่างๆ รักษาความเป็นส่วนตัวของข้อมูล (Data Privacy) และมอบประสบการณ์การโฆษณาแบบ Personalized ให้กับลูกค้าและกลุ่มเป้าหมาย โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาเครื่องมือบนเบราว์เซอร์ เช่น คุกกี้ ด้วยการพัฒนาระบบการป้องกันการแทร็กอัจฉริยะ (Intelligent Ad …

Facebook Conversions API: ทางเลือกในการเก็บข้อมูลแบบ Cookieless Read More »

Loyalty Program จะไม่สำคัญได้อย่างไร ในเมื่อลูกค้าเก่ามีแนวโน้มจะจ่ายสูงกว่าถึง 67%

สวัสดีครับทุกคน ต่อจากเรื่อง Data Activation มีประโยชน์ในกลยุทธ์ทางการตลาดอย่างไร ? ที่เราได้พูดเกี่ยวกับการนำข้อมูลที่เราเก็บได้ไปใช้ประโยชน์ต่อ ซึ่งทุกคนสามารถอ่านย้อนหลังกันได้โดยคลิ๊กที่ชื่อเรื่องได้เลยนะครับ เรื่องที่เราจะมาเล่าวันนี้นั้นเป็นส่วนที่ต่อยอดมาจาก Blog ธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ใช้ Customer Data ทำอะไรบ้าง ก่อนอื่นเราขออธิบายเพื่อให้ทุกคนเห็นภาพใหญ่ไปด้วยกันก่อน จากภาพด้านบนจะเห็นได้ว่าการทำให้ลูกค้าเกิด Loyalty หรือความรักในแบรนด์หรือสินค้าของเรานั้น เป็นหนึ่งใน Pillar ที่สำคัญมากๆในการดำเนินธุรกิจ หัวใจสำคัญของการทำธุรกิจนั้น คือ “ลูกค้าเก่า” หรือ “ลูกค้าประจำ” นั้นเอง และจากลูกค้าหลายเจ้าที่เราเคยได้คุยก็มี Challenge เดียวกันคือการรักษาลูกค้าที่มีความ Loyalty กลุ่มนี้ไว้ให้อยู่กับเราได้นานที่สุดนี่แหละครับ แต่เรื่องนี้ก็ไม่ได้ยากเกินไปหากทุกคนเข้าใจกลไกของความ Loyalty และรู้ขั้นตอนว่าเราสามารถทำอะไรเพื่อตอบแทนลูกค้ากลุ่มนี้ได้บ้าง Loyalty Program คืออะไรและ มีกี่แบบ? Loyalty Program เป็นส่วนหนึ่งของ CRM (Customer Relation Management) ที่จะช่วยให้เราสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า ผ่านการมอบสิทธิประโยชน์หรือสิทธิพิเศษต่างๆให้ลูกค้า ตามเงื่อนไขที่เรากำหนด เพื่อทำให้ลูกค้าเก่า หรือ Existing Customer เกิดความรัก …

Loyalty Program จะไม่สำคัญได้อย่างไร ในเมื่อลูกค้าเก่ามีแนวโน้มจะจ่ายสูงกว่าถึง 67% Read More »

Machine Learning ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงได้จริงไหม

Machine Learning ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงได้จริงไหม?

จากประสบการณ์ที่เราได้ดูแลลูกค้ามาหลายองค์กร เราได้เรียนรู้ว่าปัจจัยหลักที่ทำให้ธุรกิจดำเนินต่อได้อย่างไม่สะดุดคือ “ความพร้อมและประสิทธิภาพในการใช้งานของเครื่องมือต่างๆ” เพื่อรักษาให้เครื่องมือของเรา ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ ระบบ Software หรือเครื่องจักรที่ใช้งานอยู่นั้นคงประสิทธิภาพและมีความพร้อมที่จะให้ผลผลิต (Output) ตามที่เราต้องการอยู่เสมอนั้น จำเป็นต้องมีการซ่อมบำรุง วันนี้เราจะมาเล่าเรื่องนี้ให้ทุกคนได้เข้าใจ และสามารถนำไปปรับใช้กับธุรกิจของตัวเองได้อย่างแน่นอน ประเภทของการซ่อมบำรุง การซ่อมบำรุงนั้นมีหลักๆ 4 ประเภท ได้แก่ การบำรุงรักษาเชิงแก้ไข (Breakdown maintenance) : เป็นวิธีที่ง่ายที่สุด โดยเราเข้าซ่อมก็ต่อเมื่อเครื่องจักรมีปัญหา (เสียแล้วซ่อม)เหมาะกับเครื่องจักรขนาดเล็ก ไม่ซับซ้อนมาก ใช้เวลาซ่อมไม่นาน แต่ไม่ได้รับความนิยมเท่าไหร่ เพราะดูเหมือนเราไม่ได้ดูแลรักษาเครื่องจักรเลย การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive maintenance) : เป็นการดูแลรักษาเครื่องจักรตามคำแนะนำของผู้ผลิต เช่น รถยนต์ควรมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องทุกๆระยะ 5,000-10,000 กิโลเมตร ซึ่งระยะเวลาดังกล่าวได้ประเมินมาจากค่าทางสถิติของอายุใช้งานเฉลี่ยของเครื่องจักร ซึ่งวิธีนี้ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเครื่องจักรจะไม่ชำรุดอีกหลังจากการซ่อมบำรุง และอาจจะทำให้เกิดการสิ้นเปลือง จากการเปลี่ยนอะไหล่ที่จริงๆแล้วยังสามารถใช้งานได้อยู่ ก่อนเวลาหรือระยะเสื่อมสภาพ  การบำรุงรักษาตามสภาพ (Condition based maintenance) : เป็นการบำรุงรักษาโดยเราคาดการณ์จากการเฝ้าสังเกตุการทำงานของเครื่องจักร จากประสาทสัมผัสของทีมงาน หรือเครื่องมือพิเศษที่เรานำมาติดตั้ง เช่น ความร้อน การสั่น เสียง …

Machine Learning ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงได้จริงไหม? Read More »

7 ขั้นตอนการทำ Change Management Plan

7 ขั้นตอนการทำ Change Management Plan กับการเลือกพันธมิตร Salesforce

การเปลี่ยนแปลงถือเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกธุรกิจต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นการจัดโครงสร้างองค์กร การยุบรวมแผนก หรือ แม้แต่การนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้ในองค์กร การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้สามารถส่งผลกระทบกับทั้งภายใน (พนักงาน) ไปจนถึงนอกบริษัท (ลูกค้า) ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดที่ทุกธุรกิจต้องเตรียมพร้อมอยู่เสมอคือแผนการจัดการการเปลี่ยนแปลง (Change Management Plan) จากข้อมูลของ Salesforce มีองค์กรที่สามารถบรรลุเป้าหมายในการเปลี่ยนแปลงจริงๆแค่ “12 เปอร์เซ็นต์” เท่านั้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่เต็มใจของคนในองค์กรในการที่จะเปลี่ยนแปลง ดังนั้นการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการการเปลี่ยนแปลง (Change Management) จึงจำเป็นสำหรับการแข่งขันทางธุรกิจในยุคนี้ หากเราพูดถึงแพลตฟอร์ม Salesforce ที่มีการพัฒนาอย่างสูง การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นเป็นระยะๆ เนื่องจากมีการเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีโอกาสบ่อยครั้งในการเพิ่มมูลค่าจากการเปลี่ยนแปลงเป้าหมายหรือข้อกำหนดทางธุรกิจ ด้วยโอกาสมากมายในการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมใน CRM สิ่งที่คุณต้องมีคือมีพันธมิตร (Partner) เพื่อให้การใช้งาน Salesforce มีคุณสมบัติที่เหมาะสมและแผนการจัดการที่ชัดเจน รัดกุม และสามารถปรับขนาดได้ ซึ่งในบทความนี้เราจะมาดูวีธีการที่ Salesforce ใช้รับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้ 1. เข้าใจจุดประสงค์ในการเปลี่ยนแปลง (Understand the Need for Change) มีเหตุผลมากมายที่เราอาจต้องทำการเปลี่ยนแปลงใน Salesforce ซึ่งอาจจะเป็นอะไรก็ได้ตั้งแต่การเพิ่มโครงสร้างพื้นฐานไปจนถึงการแก้ไขปัญหา ไม่ว่าความต้องการจะเป็นแบบไหน เราก็ต้องทำการวิเคราะห์และดูความยากง่ายของชิ้นงานนั้นๆ ก่อนที่จะดำเนินการเปลี่ยนแปลงใดๆ …

7 ขั้นตอนการทำ Change Management Plan กับการเลือกพันธมิตร Salesforce Read More »

Consent Banner

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.