Nalyn

เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง Google Data Studio (Looker Studio) VS Looker

ทุกวันนี้มีเครื่องมือ Business Intelligence (BI) เพิ่มขึ้นในตลาดเป็นจำนวนมาก การเลือกแพลตฟอร์มให้เหมาะสมกับงบประมาณ วัตถุประสงค์ทางธุรกิจ และความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคของทีมของคุณจะยากขึ้น เนื่องจากแต่ละแบรนด์นำเสนอคุณค่าและคุณสมบัติที่แตกต่างกัน ทำให้กระบวนการตัดสินใจยุ่งยาก เครื่องมือ BI ใช้สำหรับการรวมและการแสดงข้อมูล และโดยปกติแล้วจะใช้โดยแผนกต่างๆ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั่วทั้งบริษัท ดังนั้นแพลตฟอร์ม BI ที่คุณเลือกจึงต้องเหมาะสมที่จะใช้ในทีมต่างๆ ในองค์กร เพื่อช่วยตอบคำถามทางธุรกิจและวัด KPI ของพวกเขา ในบทความนี้ เราจะโฟกัสที่ “Looker กับ Data Studio (หรือชื่อใหม่คือ Looker Studio)” และเปรียบเทียบสองเครื่องมือนี้ โดยใช้ 6 เกณฑ์หลัก เพื่อให้คุณสามารถตัดสินใจได้ดีขึ้นว่าเครื่องมือ BI ใดเหมาะสมกว่าในการบรรลุวัตถุประสงค์ทางธุรกิจของคุณ การเปรียบเทียบจะประกอบไปด้วยเกณฑ์ต่างๆ ดังต่อไปนี้: ราคา การรวมแหล่งข้อมูล การปรับใช้ การสร้างแบบจำลองข้อมูล ความสามารถในการวิเคราะห์ การนำข้อมูลไปใช้ สุดท้ายนี้ เราจะปิดท้ายบทความนี้ด้วยข้อสรุป ก่อนที่เราจะพูดถึงรายละเอียดการเปรียบเทียบ ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับ Data Studio และ Looker กันก่อนเพราะผู้อ่านบางคนอาจไม่คุ้นเคยกัน …

เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง Google Data Studio (Looker Studio) VS Looker Read More »

Customer Data Platform (Part 2): The secret weapon that helps the brand drives data efficiently

Customer Data Platform Benefits Customer Data Platform can unlock brands’ potential and solve sophisticated issues in many aspects. The three main benefits of CDP are as following: 1. Collect brand information altogether in one place What tools does your brand collect customer data through? Can each tool share the data with each other? Do different …

Customer Data Platform (Part 2): The secret weapon that helps the brand drives data efficiently Read More »

รวมการทำงานของทีมไว้ในที่เดียวด้วย Salesforce Cloud Computing

ปัญหาเหล่านี้กำลังกวนใจทีมขายอย่างเราอยู่ใช่ไหม​ ? ไปออกบูธแล้วต้องวิ่งเข้าบริษัทอีกรอบ เพื่ออัพเดทข้อมูลลูกค้า แถมข้อมูลก็ไม่ได้แสดงผลในทันที ต้องรอหลายชั่วโมง หรือบางทีก็รอจนหมดวัน เซลล์ไม่แอคทีฟเพราะไม่รู้ว่ามี lead เข้ามา กว่าหัวหน้าจะรู้ว่าตัวเลขในใบเสนอราคาผิดก็สายเกินไป  ไปทานข้าวกับลูกค้าก็ต้องพกโน๊ตบุ้คไปให้เกะกะ แทนที่จะใช้มือถือหรือแท็บเล็ตทำงานได้เลย  หมดกังวลด้วยแอป Cloud แอปที่สามารถทำให้ทุกคนในทีมขายรวมถึงหัวหน้าทีมเข้าถึงข้อมูลทุกอย่างได้เพียงไม่กี่คลิก ทีมขายภาคสนามที่ใช้ CRM บน Cloud สามารถดูข้อมูลทุกอย่างได้แบบเรียลไทม์ ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปออฟฟิศเพื่ออัพเดทข้อมูลจากระบบส่วนกลางอีกต่อไป ส่วนผู้จัดการฝ่ายขายก็สามารถ track ดูสเตตัสการขายของเซลล์และลูกค้าแต่ละคนได้ตลอดเวลา รับรู้ถึงปัญหา และอนุมัติราคาได้ในทันที  และทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องซื้อและจัดการฮาร์ดแวร์ และไม่ต้องติดตั้งและอัปเดตซอฟต์แวร์ นั่นเป็นเพราะฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่จำเป็นต้องใช้คือความรับผิดชอบทั้งหมดของบริษัทระบบ Cloud ที่ใช้งานแอป บริษัทต่างๆ เช่น salesforce.com ที่มีประสบการณ์ในการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานบน Cloud ของพวกเขามาอย่างยาวนาน นั่นทำให้มั่นใจได้ว่าจะมีความปลอดภัยและเชื่อถือได้  เราสามารถใช้แอปทุกชนิดใน Cloud สร้างเอกสารและสเปรตชีตเพื่อทำงานร่วมกันด้วย Google Apps สำหรับธุรกิจ ประชุมผ่านวิดีโอกับเพื่อนร่วมงานของคุณใน Skype จัดการฟังก์ชันการขายและการบริการลูกค้าไปพร้อมๆกันกับกระบวนการทางธุรกิจที่สำคัญอื่นๆ ใน Salesforce Platform สามารถสร้างได้แม้กระทั่งแอปโซเชียล แอปอุปกรณ์มือถือ และแอปสำหรับพนักงานแบบเรียลไทม์ของคุณเอง จากนั้นใช้แอปเหล่านั้นในคลาวด์ …

รวมการทำงานของทีมไว้ในที่เดียวด้วย Salesforce Cloud Computing Read More »

Customer Data Platform (Part 1): The secret weapon that helps the brand drives data efficiently

In the world of competition, marketers need to build and deliver the best user experiences. To be able to do this, the brand needs to have “Data” to deeply understand customers from various dimensions (Ex. Data from Call center team, Web analytics, Customer Relationship Management (CRM) data, and Ads Network). But the challenge that the …

Customer Data Platform (Part 1): The secret weapon that helps the brand drives data efficiently Read More »

รับมือกับ Data Retention ใน Google Analytics

Data Retention หรือ ระยะเวลาการเก็บรักษาข้อมูล ใน Google Analytics เป็นกลไกที่ช่วยให้เรากำหนดระยะเวลาก่อนที่ข้อมูล User-level และ Event-level ที่ถูกเก็บไว้ใน Google Analytics จะถูกลบออกจากระบบโดยอัตโนมัติได้ Universal Analytics สําหรับ Universal Analytics การตั้งค่าจะมีผลกับข้อมูล User-level และ Event-level ซึ่งมีตัวเลือกดังต่อไปนี้ 14 เดือน 26 เดือน 38 เดือน 50 เดือน ไม่ให้หมดอายุโดยอัตโนมัติ อย่างไรก็ตาม การเพิ่มระยะเวลาเก็บข้อมูลหรือเปลี่ยนเป็นไม่ให้ข้อมูลหมดอายุโดยอัตโนมัติจะไม่มีผลกับข้อมูลที่รวบรวมไว้แล้ว ตัวอย่างเช่น “ข้อมูลที่รวบรวมไว้ขณะที่การตั้งค่า 14 เดือนมีผลจะยังคงถูกลบหลังจากที่มีการรวบรวมไปแล้ว 14 เดือน แม้ว่าเราจะเปลี่ยนระยะเวลาเก็บรักษาเป็น 26 เดือนก็ตาม” และรายงานสรุปรวมแบบมาตรฐานของ Google Analytics จะไม่ได้รับผลกระทบ เราจำเป็นต้องใช้ข้อมูลผู้ใช้และเหตุการณ์ที่จัดการโดยการตั้งค่านี้ เฉพาะเวลาที่ใช้ฟีเจอร์ขั้นสูงบางรายการ เช่น การใช้กลุ่มที่กำหนดเองกับรายงาน หรือการสร้างรายงานที่กำหนดเองแบบพิเศษ Google …

รับมือกับ Data Retention ใน Google Analytics Read More »

Google Analytics 4 ที่ต้องรู้ (Part 4/4): วิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคผ่านโมเดลกล่องดำ ด้วย GA4

ในการทำแผนการตลาด จะมีขั้นตอนในการวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้บริโภค (Consumer Behavior) ซึ่งจะมี “กล่องดำ หรือ Black Box” อยู่ด้วย เจ้ากล่องดำนี่แหละที่เป็นกุญแจสำคัญ ยิ่งเราเจอของในกล่องนี้มากเท่าไหร่  ก็จะช่วยให้เราวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้บริโภคได้อย่างแม่นยำมากขึ้นเท่านั้น แต่การหาของในกล่องดำถือเป็นความท้าทายที่นักการตลาดต้องเจออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย แต่วันนี้เรามี Google analytics และระบบ CRM เข้ามาช่วยในการหาของในเจ้ากล่องปริศนานี้แล้ว มาดูกันเลยว่าต้องทำยังไงบ้าง ข้อมูลใน Google Analytics นั้นสามารถวิเคราะห์ได้หลายแบบมาก อย่างที่เราได้เคยเล่าไปในบทความก่อนหน้า สามารถอ่านได้ที่ Part 1 สอนวิเคราะห์ Report “New VS. Returning Users” ว่าเราควรทำ CRM แล้วหรือยัง? Part 2 Report “Users Demographics” บอกอะไรเกี่ยวกับการทำ STP เพื่อวางกลยุทธและกำหนดทิศทางได้บ้าง Part 3 สอนวิเคราะห์ GA สำหรับ Marketing Mix: 10Ps ก่อนอื่นเรามารู้จัก …

Google Analytics 4 ที่ต้องรู้ (Part 4/4): วิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคผ่านโมเดลกล่องดำ ด้วย GA4 Read More »

Predictive Secret Tips & Tricks (Part 1): คุยยังไงให้เข้าใจลูกค้า มากกว่าที่ลูกค้าเข้าใจตัวเอง

ซีรี่ใหม่จาก Predictive ที่จะมาเล่าความลับของการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้านต่างๆผ่านมุมมองของ Department ต่างๆในบริษัท วันนี้เราจะมาพูดถึงประเด็นการเพิ่มประสิทธิภาพของการสื่อสารออกมาให้มากที่สุดโดยเริ่มกันที่ Department Business Consult “คุยยังไงให้เข้าใจลูกค้า มากกว่าที่ลูกค้าเข้าใจตัวเอง” Put Yourself In Their Shoes จุดเริ่มต้นของการเป็นคนพูดรู้เรื่องนั้นอยู่ที่ “ความเข้าใจ” ในลูกค้า หรือคู่สนทนาของเรา ลูกค้าเราเป็นใครลูกค้ามาหาเราทำไมลูกค้ามีความต้องการอะไร บางคำถามเราอาจจะเห็นชัดเจนอยู่แล้วว่าคำตอบคืออะไร บางคำถามเราอาจจะสามารถหาคำตอบด้วยตัวเองได้แต่ในบางคำถาม มักจะไม่ได้รับการไตร่ตรองอย่างจริงจัง หรือ การคาดเดาอย่างชาญฉลาด เพื่อจะหาคำตอบให้กับคำถามนี้เราต้อง “Put yourself in their shoes” หรือ “การเอาใจเขามาใส่ใจเรา” คำว่า “รองเท้า” ในที่นี้ก็เปรียบเสมือนปัญหา และอุปสรรคต่างๆที่ลูกค้าเราต้องเผชิญในขณะสวมใส่ในฐานะของ Business Consult แล้ว เรารู้ดีว่าลูกค้าแต่ละคนนั้นเผชิญกับปัญหาที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงหากเราไม่เคยลองพาตัวเองเข้าไปอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับที่ลูกค้าเผชิญอยู่เราก็ไม่มีทางรู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในระหว่างที่ลูกค้าสวม “รองเท้า” คู่สวยคู่นี้อยู่ ถึงแม้ว่าลูกค้าผู้เป็น “เจ้าของรองเท้า” จะรู้จักธุรกิจดีที่สุด เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมากที่สุดก็ยังต้องมีทีม Business Consult เข้ามาช่วยหามุมมองที่ต่างออกไปเพื่อให้ปัญหาถูกแก้ได้อย่างตรงจุดที่สุด ลูกค้ากำลังจะได้เรียนรู้ในบางสิ่งที่อาจเป็นประโยชน์กับการตัดสินใจในครั้งนี้ไหมปัญหาของลูกค้าในท้ายที่สุดแล้วจะถูกแก้ไขไหมผลลัพธ์ที่คาดหวังเอาไว้สุดท้ายแล้วจะคลาดเคลื่อนจากเดิมไปมากแค่ไหนลูกค้าจะได้อะไรเป็นสิ่งตอบแทนสำหรับการแก้ไขปัญหาในครั้งนี้หลังจากปัญหาถูกแก้แล้ว ลูกค้าจะรู้สึกมั่นใจ ตื่นเต้น มองโลกในแง่ดี คิดบวก …

Predictive Secret Tips & Tricks (Part 1): คุยยังไงให้เข้าใจลูกค้า มากกว่าที่ลูกค้าเข้าใจตัวเอง Read More »

Case study: Panasonic เพิ่ม ROAS ได้มากถึง 30% ด้วย Google Analytics

แบรนด์ชื่อเสียงโด่งดังหลายๆแบรนด์เริ่มรับรู้ได้ถึงพลังของการตลาดดิจิทัล (Digital Marketing) รวมถึง Panasonic เช่นกัน ซึ่งในการลงทุนกับตลาดดิจิทัล ROAS (Return On Ads Spent) หรือ ผลตอบแทนจากค่าใช้จ่ายในการโฆษณา ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สร้างกำไรให้กับแบรนด์เช่นกัน Panasonic ตัดสินใจรวมข้อมูลการตลาดทั้งหมดของเว็บไซต์ทั้งหมดไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ซึ่งก็คือ Google Analytics เพื่อดูข้อมูลการตลาดทั้งหมด และเพียงชั่วอึดใจเดียว พวกเขาก็ได้ข้อมูลเชิงลึกอันทรงพลังสองประการ  การซื้อขายส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วงเหตุการณ์สำคัญๆในชีวิต เช่น แต่งงาน หรือการย้ายบ้าน เป็นต้น การซื้อผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายในครั้งเดียว ที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุด  พวกเขาสร้างกลุ่มเป้าหมายตามผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคให้ความสนใจ และใส่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กันกลุ่มเป้าหมายนั้นลงในโฆษณาของ Google เพื่อรีมาร์เก็ตด้วยเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง และด้วยข้อมูลเชิงลึกของ “สินค้าที่ถูกซื้อซื้อด้วยกันบ่อยที่สุด” (Mostly buy with) พวกเขาจึงเริ่มรีมาร์เก็ตติ้งผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องอื่นๆ สำหรับลูกค้าเฉพาะกลุ่ม แนวทางการโฆษณาที่เน้นลูกค้าเป็นหลัก ในปี 2015 ยักษ์ใหญ่ด้านอิเล็กทรอนิกส์อย่าง Panasonic ซึ่งมียอดขายกว่า 2.5ล้านล้านบาท ต่อปีและพนักงานกว่า 260,000 คน ได้เปลี่ยนจากกลยุทธ์การโฆษณาจากเดิมที่ “เน้นผลิตภัณฑ์เป็นหลัก” เป็นกลยุทธ์ที่ “เน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง” …

Case study: Panasonic เพิ่ม ROAS ได้มากถึง 30% ด้วย Google Analytics Read More »

เทคนิคการใช้ RFM Analysis แบ่งกลุ่มลูกค้า เพื่อวางกลยุทธ์สื่อสารได้ตรงจุด

วันนี้ทาง Predictive จะขอมาเล่าเคสการทำ RFM Analysis หรือการเเบ่งลูกค้าออกเป็นกลุ่มๆ ตามพฤติกรรมที่แตกต่างกัน เพื่อวางกลยุทธ์ในการสื่อสารกับลูกค้าให้มีประสิทธิภาพและสามารถสร้าง Business Impact มากมายเช่น ทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำบ่อยๆ (Retention Growth) และการเพิ่มรายได้ (Revenue Growth) ให้ธุรกิจของคุณได้แบบยั่งยืน  RFM Analysis คืออะไร  RFM Analysis เป็นการแบ่งกลุ่มลูกค้าโดยการนำ Transactions Data / Sales Data ไม่ว่าจะจาก Shopee, Lazada, Point of Sales (POS) มาวิเคราะห์ เพื่อแบ่ง Segmentation ของลูกค้าออกเป็นกลุ่มๆ ผ่าน 3 criteria หลักๆ ได้แก่ และหลังจากนั้นจะกำหนดกลยุทธ์สำหรับลูกค้าแต่ละกลุ่มแตกต่างกัน  Segmentation หมายถึง การแบ่งลูกค้าออกเป็นกลุ่มๆ ตามความชอบ พฤติกรรม ที่แตกต่างกัน ซึ่งสามารถแบ่งได้จากหลากหลาย Criteria เช่น …

เทคนิคการใช้ RFM Analysis แบ่งกลุ่มลูกค้า เพื่อวางกลยุทธ์สื่อสารได้ตรงจุด Read More »

เพิ่มความพึงพอใจของลูกค้ามากขึ้นด้วย Salesforce Service Cloud

มาทำความรู้จักกับอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์หลักของ Salesforce ที่มีชื่อว่า Service Cloud หนึ่งในโซลูชันซอฟต์แวร์บริการลูกค้าที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก ซอฟต์แวร์นี้ช่วยให้ตัวแทนและลูกค้าสามารถเชื่อมต่อและแก้ไขปัญหาของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงการจัดการเคส การเข้าถึงของลูกค้าในทุกช่องทาง ไม่ว่าจะทางโทรศัพท์ เว็บ แชท หรืออีเมล์  ช่วยตัวแทนของคุณส่งมอบบริการระดับโลกด้วยฟีเจอร์การทำงานของ Service Cloud ให้มุมมองแบบองค์รวมของลูกค้าทุกคน ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ในศูนย์ติดต่อหรือทำงานจากระยะไกล ปรับขนาดและเพิ่มประสิทธิภาพบริการโดยใช้ประโยชน์จาก AI และผสานรวมช่องทางการติดต่อยอดนิยม เช่น โทรศัพท์ การส่งข้อความ และแชท ลงในพื้นที่ทำงานของตัวแทนโดยตรง 1. ปิด Case เร็วขึ้น Lightning Console Lightning Console โซลูชันการจัดการบริการลูกค้าของเรา ใส่ข้อมูลทั้งหมดที่ต้องการไว้ที่คอนโซลเดียว ตัวแทนสามารถจัดการเคสได้เร็วขึ้น ติดตามประวัติของลูกค้า ดูแดชบอร์ด และอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งหมดในมุมมองเดียว ไม่มีแท็บมากมายให้วุ่นวาย ไม่ต้องสลับซอฟต์แวร์ Live Agent Live Agent ซอฟต์แวร์การสนทนาสด เครื่องมือออนไลน์ที่ช่วยให้ลูกค้าทำการติดต่อสื่อสารกับพนักงานบริการผ่านเว็บทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง การโต้ตอบที่ปรับให้เหมาะสมแบบเรียลไทม์นี้ จะทำให้ลูกค้าและผู้ที่มีแนวโน้มจะเป็นลูกค้าตอบกลับอย่างเต็มใจ  2. …

เพิ่มความพึงพอใจของลูกค้ามากขึ้นด้วย Salesforce Service Cloud Read More »

Consent Banner

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.